วันเสาร์ 2 กรกฎาคม 2022

ความสัมพันธ์มิตรภาพและการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างเวียดนามและไทย

ความสัมพันธ์มิตรภาพและการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างเวียดนามและไทย
Header Ads
Header Ads
Header Ads
Header Ads

ความสัมพันธ์มิตรภาพและการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างเวียดนามและไทย
ทำให้เกิดพัฒนาที่แข็งแกร่งและเป็นรูปประธรรม


 เมื่อวันที่ ๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๑๙ เวียดนามและไทยได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตอย่างเป็นทางการเมื่อมองย้อนกลับในช่วง ๔๕ ปีที่ผ่านมา เราสามารถยืนยันได้ว่ามิตรภาพและความร่วมมือ หลายแง่มุมระหว่างสองประเทศนั้นยังคงรักษาและพัฒนาอย่างต่อเนื่องอย่างแข็งแกร่ง ทั้งในเชิงกว้างและเชิงลึกในหลายด้าน ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายกำลังพยายามกระชับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในอนาคตอันใกล้
ประวัติความสัมพันธ์อันยาวนาน
  ความสัมพันธ์เวียดนามไทยเริ่มเบ่งบานหลังจากการเยือนไทยอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี  pham Van Dong (กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๑) ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๓๖ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศค่อยๆดีขึ้นและพัฒนาอย่างแข็งแกร่งโดยมีการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการโดยเลขาธิการโด เหม่ย (ตุลาคม ๒๕๓๖) ในปี ๒๕๓๘ หลังจากที่เวียดนาม เข้าร่วมอาเซียน ความสัมพันธ์เวียดนาม-ไทยได้ผ่านพ้นความท้าทายมากมายได้มีการรวบรวมและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทั้งสองประเทศได้ออกแถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบความร่วมมือเวียดนาม-ไทยในทศวรรษแรกของศตวรรษที่ ๒๑ (กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗) เพื่อเสริมสร้างมิตรภาพและความร่วมมือในหลายแง่มุมระหว่างสองประเทศทั้งสองฝ่ายยังได้แลกเปลี่ยนผู้แทนระดับสูงเพื่อเยี่ยมเยือนกันเป็นประจำทั้งสองประเทศแนะนำกลไกความร่วมมือทวิภาคีจำนวนมากมาใช้และดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพผ่านการเยือนดังกล่าวกลไกที่โดดเด่นได้แก่ 1. การประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมเวียดนามไทยโดยมีนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศเป็นประธาน 2. คณะกรรมการร่วมด้านความร่วมมือทวิภาคีระหว่างเวียดนามและไทย 3. การปรึกษาหารือทางการเมืองระดับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศทั้งสอง จนถึงตอนนี้ทั้งสองประเทศได้ลงนามในข้อตกลงและข้อตกลงความร่วมมือ มากกว่า ๕๐ ฉบับ สร้างพื้นฐานทางกฎหมายเพื่อส่งเสริมความสัมพันธ์ทวิภาคีในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้นำระดับสูงของทั้งสองประเทศได้กำกับอย่างใกล้ชิด ในการดำเนินการตามความร่วมมือทั้ง ๒๑ ด้านที่ตกลงไว้ในแผนปฏิบัติการเพื่อดำเนินการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์สำหรับช่วงปี ๒๕๕๗ – ๒๕๖๑ ต้นปี ๒๕๕๘ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะเปิดช่องทางความร่วมมือด้านแรงงานสาขาใหม่ที่ทั้งสองประเทศทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อนำไปใช้
  ทั้งสองประเทศกระชับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและสนับสนุนซึ่งกันและกันในกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคและระดับภูมิภาคเสมอเช่นความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS) ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (EWEC)และในความสัมพันธ์พหุภาคีที่ฟอรั่มนานาชาติ เช่น ฟอรั่มภูมิภาคอาเซียน (AEF)การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก  (EAS) ฟอรั่มความร่วมมือเอเชีย-ยุโรป (ASEM)ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก(APES)และองค์การสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทที่ประชาคมอาเซียนก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ ผู้นำของทั้งสองประเทศตกลงที่จะส่งเสริมการประสานงานเพื่อส่งเสริมบทบาทของทั้งสองประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ ความเป็นปึกแผ่นและส่งเสริมบทบาทสำคัญของอาเซียนในการจัดการปัญหาระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ
ความสำเร็จของความร่วมมือในด้านต่างๆ
ความร่วมมือทางเศรษฐกิจการค้าและการลงทุนระหว่างเวียดนามและไทยเป็นไฮไลท์ที่น่าประทับใจในความสัมพันธ์ทวิภาคีปัจจุบันไทยเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเวียดนามในอาเซียน ขนาดที่เวียดนามเป็นคู่ค้าส่งออกรายใหญ่ที่สุดของไทยในอาเซียนมูลค่าการค้าแบบสองทางในปี ๒๕๖๒ สูงถึง ๑๗ พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สู่เป้าหมาย ๒๐ พันล้านดอลลาร์สหรัฐประเทศไทยเป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับที่ ๙ ด้วยจำนวนโครงการ ๕๕๘ โครงการและทุนจดทะเบียนเกือบ ๑๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ความร่วมมือในด้านอื่นๆเช่น การเชื่อมต่อการท่องเที่ยว วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีแรงงาน วัฒนธรรม การศึกษา บรรลุผลในเชิงบวกมากมาย

ความร่วมมือด้านความมั่นคงป้องกัน และความมั่นคงระดับทวิภาคีได้รับการส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง บนพื้นฐานของหลักการเคารพในเอกราช อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของกันและกัน ระงับข้อพิพาททั้งหมดด้วยวิธีสันติ ห้ามขู่เข็ญหรือใช้กำลังห้ามยุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของกันและกัน ความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การลาดตระเวนร่วมในทะเล การเยี่ยมเยือนทหารและคณะผู้แทนความมั่นคงของทั้งสองประเทศเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ในด้านวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ความคล้ายคลึงกันของวัฒนธรรม และสังคมเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับเวียดนามและไทย ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์การแลกเปลี่ยนระหว่างประชาชน ทั้งสองในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายได้ขยายความร่วมมือในด้าน วัฒนธรรมอย่างแข่งขัน เช่นการแลกเปลี่ยนศิลปะการแสดง ค่ายสร้างสรรค์งานศิลปะ นิทรรศการ การเข้าร่วมสัมมนาวัฒนธรรมศิลปะในแต่ละประเทศทุกปี กระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยวเวียดนาม ร่วมมือกับสถานเอกอัครราชทูตไทยในเวียดนามจัดแสดงศิลปะภายใต้กรอบ “วันไทยในเวียดนาม” และ “งานแสดงสินค้า”งานแสดงสินค้าไทยในเวียดนาม ประเทศไทยยังได้ปรับใช้ประสานงานและสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยในการก่อสร้างจัดการและส่งเสริมสถานที่ที่ระลึกของประธานาธิบดี โฮจิมินห์ อย่างมีประสิทธิภาพในจังหวัดอุดรธานีและนครพนม ทั้งสองฝ่ายยังสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างแข่งขัน ในกิจกรรมและโครงการความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและศิลปะภายใต้กรอบความร่วมมือพหุภาคีของคณะกรรมการอาเซียนว่าด้วยวัฒนธรรมและข้อมูล
ในส่วนของความร่วมมือด้านการศึกษาและการฝึกอบรมทุกปี รัฐบาลไทยมอบทุนการศึกษาจำนวนมาก สำหรับการฝึกอบรมระดับปริญญาตรี และสูงกว่าปริญญาตรีให้กับนักศึกษาชาวเวียดนาม  นอกจากนี้สถาบันการศึกษาของไทย ยังมีโครงการทุนการศึกษาระยะสั้น สำหรับนักเรียนชาวเวียดนามอีกด้วย ในขณะเดียวกันรัฐบาลไทยได้สนับสนุนการสอนภาษาไทยให้กับมหาวิทยาลัยเวียดนาม จำนวน ๕ แห่ง เพื่อรองรับความต้องการของนักเรียนชาวเวียดนามในการเรียนรู้ภาษาไทยและมีส่วนจัดการหาทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรสำหรับธุรกิจและบริษัทของไทย ที่อยากทำธุรกิจในเวียดนาม และในทางกลับกันกระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรมของทั้งสองประเทศ ยังตกลงที่จะเปิดหลักสูตร ฝึกอบรมวิธีการสอนภาษาเวียดนาม สำหรับครูชาวไทยและเวียดนามที่กำลังสอนภาษาเวียดนามในโรงเรียน ในประเทศไทยหรือในชุมชนเวียดนามภาคใต้ในประเทศไทย นอกจากนี้ทั้งสองประเทศยังได้ร่วมมือกันจัดโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนทางเลือกในประเทศไทยและเวียดนามตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ จนถึงปัจจุบันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน ๒๕๕๕ เวียดนามได้สันตยาบันกฏบัตร AIT ที่ริเริ่มโดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) ของประเทศไทย เพื่อสร้างพื้นฐานทางกฎหมายสำหรับความร่วมมือด้านการศึกษาและฝึกอบรมระหว่างเวียดนามและไทย ตลอดจนประเทศที่เข้าร่วมในกฎบัตร นอกจากนี้ความร่วมมือด้านเกษตร การคมนาคม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ฯลฯ ระหว่างสองประเทศก็ยังมีความก้าวหน้าอย่างมากก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งสองประเทศ
  สู่การเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นในอนาคต
ในการจัดตั้งความเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นในอนาคตและวันครบรอบ ๔๕ ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องกระชับความสัมพันธ์ความร่วมมือ ด้วยการมุ่งเน้นเช่น การประสานงานในการดำเนินการตามกลไกความร่วมมืออย่างมีประสิทธิภาพ และความร่วมมือทวิภาคีในเร็วๆนี้ โดยเฉพาะการประชุมคณะรัฐมนตรีร่วมครั้งที่ ๔ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศเป็นประธานร่วม ส่งเสริมการดำเนินการตามมาตรการ อำนวยความสะดวกในการเดินทาง ส่งเสริมการค้า ส่งเสริมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจหลังการระบาดใหญ่ มุ่งมั่นที่จะนำมูลค่าการค้าทวิภาคีสู่ ๒๕ พันล้านดอลลาร์ ในไม่ช้า ดำเนินการและขยายโครงการ ODA ของรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนในเวียดนาม เสริมสร้างความร่วมมือ แบ่งปันประสบการณ์ การจัดการและพัฒนาสาขาเฉพาะในระบบเศรษฐกิจดิจิทัล ประสานงานและสนับสนุนซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิด ในเวทีระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติขององค์การสหประชาชาติอาเซียน (ASEAN)-เอเปค (APEC)ส่งเสริมการให้สัตยาบันและการดำเนินการตามความตกลง (RCEP) เสริมสร้างความร่วมมือในกลไกระดับอนุภูมิภาค เช่น ความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (GMS)อิยยาวดี – เจ้าพระยา ยุทธศาสตร์ความร่วมมือทางเศรษฐกิจลุ่มแม่น้ำโขง (ACMECS)คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC)ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (MLC)เชื่อมโยงการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงกับขบวนการการสร้างประชาคมอาเซียน
อาจกล่าวได้ว่าความสำเร็จในช่วง ๔๕ ปีที่ผ่านมาได้สร้างรากฐานที่มั่นคง สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างเวียดนามและไทยที่จะพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆด้วยความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ด้วยความจำเป็นในการร่วมมือ เพื่อการพัฒนาร่วมกันของทั้งสองประเทศ ตลอดจนศักยภาพในการพัฒนาของทั้งสองประเทศ ความสัมพันธ์เวียดนาม – ไทย จะมีแรงจูงใจใหม่ๆในการพัฒนามากมายอย่างครอบคลุมและแน่วแน่ในอนาคต เพื่อประโยชน์ของชนชาติ ก่อให้เกิดสันติภาพ ความมั่นคงและการพัฒนาที่รุ่งเรืองในเอเชียและในโลก.
สมบูรณ์   สุขชัยบวร….รายงาน

Header Ads
Header Ads
Header Ads
Header Ads

About The Author

Related posts

Header Ads
Header Ads
Header Ads
Header Ads