พรรคการเมือง หนุนยกระดับสมัชชาฯ เสนอดึง ‘สส.-สว.’ ร่วมงานปี 69 แนะ สช. เคลื่อนนโยบายผ่าน กมธ.






3 ตัวแทนพรรคการเมือง ร่วมเสวนา “อนาคตและโอกาสระบบสุขภาพของคนไทยกับรัฐธรรมนูญฯ ฉบับใหม่” ในงานสมัชชาฯ ครั้งที่ 18 “นพ.ชลน่าน” เสนอ สมัชชาฯ ครั้งที่ 19 ให้ สช. ทำหนังสือไปยังประธานสภา 2 สภา เพื่อเชิญ สส.-สว. เข้าร่วม พร้อมเชิญชวนผู้เข้าร่วมประชุมสมัครเป็นกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นตัวแทนขับเคลื่อนงานสมัชชาฯ “ดร.เดชรัต” ชักชวน สช. ใช้กลไกคณะกรรมาธิการในสภาขับเคลื่อนมติสมัชชาฯ “ดร.สาธิต” ระบุ รัฐธรรมนูญ ปี 2560 พูดถึงระบบสุขภาพครอบคลุมแล้วควรเน้นแก้ Pain Point อื่นๆ “นพ.อำพล” ชี้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มีเนื้อหาเรื่องสิทธิที่ก้าวหน้ากว่ารัฐธรรมนูญ แนะ นำบางประเด็นเข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “นพ.สุเทพ” รับ สช. จะทำงานเชิงรุก นำกลไกสภา และตัวแทนฝ่ายการเมืองร่วมสานพลังขับเคลื่อนงานสมัชชาฯ มากขึ้น
เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2568 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายยุทธศาสตร์ สานพลังจัด งานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 ระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย. 2568 ภายใต้ประเด็นหลัก “เศรษฐกิจยุคใหม่ สร้างสุขภาวะไทยยั่งยืน” โดยมีผู้เข้าร่วมงานทางระบบ online และ on-site อย่างเนืองแน่น อีกทั้ง ภายในงานยังมีการจัดเวทีเสวนา “อนาคตและโอกาสระบบสุขภาพของคนไทยกับรัฐธรรมนูญฯ ฉบับใหม่” โดยผู้แทนจากพรรคการเมือง 3 พรรค ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคประชาชน เพื่อร่วมมองถึงทิศทางอนาคตนโยบายสุขภาพของประเทศไทย
นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขออนุญาตเสนอไปยังเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (เลขาธิการ คสช.) สำหรับการจัดงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ควรจะมีการทำหนังสือไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา เพื่อให้ประธานเทียบเชิญและส่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เข้าร่วมเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติอย่างเป็นสัดส่วน โดยประสานงานผ่านคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขของทั้ง 2 สภาให้เป็นผู้รับผิดชอบหลักในการนำ สส. และ สว. เข้ามาร่วมเวทีนี้เพื่อภาคส่วนการเมืองจะได้มีโอกาสติดตามและทำความเข้าใจว่าบทบาทและกระบวนการทำงานของ สช. และ คสช. นั้นทำงานกันอย่างไร
“อยากจะเห็นผู้เข้าร่วมการประชุมงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในครั้งนี้ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการเป็นคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ หากกฎหมายที่อยู่ในสภาเวลานี้ผ่านวาระ 2 และวาระ 3 ทุกท่านสามารถไปสมัคร ซึ่งต้องมีผู้รับรองโดยผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 100 คน ก็สมัครได้เลย หากตรวจสอบคุณสมบัติแล้วผ่าน ก็จะส่งไปให้สภาเลือกต่อไป ซึ่งสภาได้มีการออกแบบกันไว้แล้วว่า สส. และ สว. 20 คน สามารถเลือกได้ 1 คน เมื่อได้รับการเลือกก็ถือว่าท่านได้เป็นคณะกรรมาธิการฯ ทันที หรือหากท่านไม่ต้องการเป็นคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญ ก็สามารถเข้าไปเป็นคณะกรรมาธิการฯ รับฟังความคิดเห็น 35 คน ซึ่งเงื่อนไขเปิดกว้างเป็นอย่างมาก โดยมีระบบการสมัครและการเลือกคล้ายคลึงกัน หากตัวแทนในที่นี้ได้เข้าไปเป็นจริงๆ สิ่งต่างๆ ที่เราพูดกันในวันนี้ก็สามารถฝากไปยังคณะกรรมาธิการฯ ซึ่งเป็นตัวแทนของท่านได้เลย” นพ.ชลน่าน
นพ.ชลน่าน กล่าวต่อไปด้วยว่า สิ่งที่ควรบรรจุลงไปในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หากสามารถจัดทำขึ้นได้จริงๆ เพื่อที่จะยกระดับระบบสุขภาพของคนไทยให้มีความยั่งยืน ทั่วถึง และเป็นธรรม คือการคุ้มครองและรับรองสิทธิด้านสุขภาพให้คนไทยทุกกลุ่ม ทั้งนี้ เมื่อมีการคุ้มครองสิทธิแล้วก็จะต้องมีการกำหนดหน้าที่ทั้งในส่วนบุคคล องค์กร ภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับมิติทางสุขภาพ เพราะหากมีสิทธิแล้วแต่ไม่มีหน้าที่ก็จะไม่นำมาซึ่งสภาพบังคับ ประการต่อมาคือการกำหนดมิติเรื่องความสัมพันธ์ขององค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนการกำหนดให้มีระบบการตรวจสอบอย่างเป็นระบบว่าทุกมิติที่กล่าวไปข้างต้นนั้นดำเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่เพียงใด นอกจากนี้ยังต้องมีการเพิ่มกระบวนการการมีส่วนร่วมให้ประชาชนและทุกภาคส่วนสามารถกำหนดสุขภาพของตนเองได้
ดร.เดชรัต สุขกำเนิด ผู้อำนวยการศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต (Think Forward Center) และที่ปรึกษาพรรคประชาชน กล่าวว่า ส่วนตัวอยากจะเชิญชวนให้ทางสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ และ สช. ได้ใช้กลไกของรัฐสภาให้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในมิติของคณะกรรมาธิการการสาธารณสุขเพื่อที่จะผลักดันวาระต่างๆ ที่มีการรับรองกันภายในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ
ดร.เดชรัต กล่าวต่อไปด้วยว่า อนาคตและโอกาสของระบบสุขภาพของคนไทยที่ควรมีอยู่ในรัฐธรรมนูญ มีหลักการสำคัญซึ่งขอเรียกว่า 5 ป. ได้แก่ 1. การปกป้องจากภัยคุกคามต่อสุขภาพ ทั้งการส่งเสริมให้เกิดสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ การควบคุมโรคอุบัติใหม่ (คน-สัตว์-สิ่งแวดล้อม) การป้องกันภัยพิบัติทางธรรมชาติและผลกระทบจากภูมิรัฐศาสตร์ 2. การป้องกันโรคด้วยการสร้างเสริมสุขภาพทุกระดับ ตั้งแต่การสร้างเสริมสุขภาพของประชาชน สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพชีวิต และนโยบายสาธารณะที่ดีต่อสุขภาพ 3. การประกันสิทธิถ้วนหน้าในการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทยด้วยการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขอย่างถ้วนหน้า รวมถึงการมีรูปแบบบริการที่ยืดหยุ่นและตอบโจทย์สังคม
- ประสิทธิผลในการคุ้มครองสุขภาพของคนไทย ด้วยระบบการคลังในการดูแลสุขภาพต้องสะท้อนถึงผลลัพธ์ทางสุขภาพของคนไทย ทั้งต้องไม่ผลักภาระความเสี่ยงทางการเงินจากการจัดการระบบไปยังผู้ให้บริการ หรือผู้รับบริการ 5. เปิดกว้างสำหรับการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในทุกกระบวนการ ทั้งการมีส่วนร่วมในการดำหนดนโยบายสาธารณะ การปกป้องและคุ้มครองสุขภาพของคนไทยทั้งในภาพรวมและในแต่ละท้องถิ่น
ดร.สาธิต ปิตุเตชะ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ส่วนตัวมองว่ารัฐธรรมนูญ ปี 2560 ได้มีการระบุถึงระบบสาธารณสุขไว้ค่อนข้างครอบคลุมแล้วในหลายมาตรา ได้แก่ มาตรา 43 ระบุถึงสิทธิสุขภาพด้านชุมชน มาตรา 47 ระบุถึงสิทธิด้านบริการสาธารณสุขพื้นฐาน มาตรา 48 สิทธิของมารดาและเด็ก มาตรา 49 ระบุถึงสิทธิบริการสุขภาพของผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ด้อยโอกาส มาตรา 55 ระบุว่ารัฐต้องจัดระบบสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพและเข้าถึงได้ โดยส่งเสริมการป้องกันโรค การสร้างเสริมสุขภาพและการควบคุมโรค
“ประเด็นคือ ส่วนตัวไม่ได้ให้ความสำคัญเรื่องกฎหมาย รัฐธรรมนูญเขียนไว้ก็เป็นเพียงหลังคาบ้านใหญ่ๆ แต่เรามีสิทธิที่จะออกแบบและทำ ทั้งต้องยอมรับว่าระบบสาธารณสุขของไทยมีความล้ำหน้ากว่ากลุ่มประเทศอาเซียนไปพอสมควร โดยเฉพาะบุคลากรทางการแพทย์ และยังมีท้องถิ่นที่กำลังเข้มแข็งที่จะเข้ามาดูแลบริการด้านปฐมภูมิ มันจึงเหลือเพียงว่ารัฐบาลที่จะเข้ามากับรัฐมนตรีที่จะมาดู จะสามารถเข้ามาปรับปรุงระบบตรงไหน อย่างไร ซึ่งต้องมาดู Pain Point อื่นๆ ของเรา เช่น เรื่องระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่ยังมีปัญหาในเชิงคุณภาพ ทั้งเรื่องการส่งต่อ เรื่องค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลที่เป็นหนี้มากขึ้น เราก็ต้องมาร่วมกันแก้สิ่งเหล่านี้” ดร.สาธิต กล่าว
นพ.อำพล จินดาวัฒนะ สว. และอดีตเลขาธิการ คสช. กล่าวว่า พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มีประเด็นที่พูดถึงเรื่องสิทธิอยู่ 12 มาตรา ซึ่งสิทธิต่างๆ เหล่านี้มีความล้ำหน้าไปกว่าสิทธิที่ระบุอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ปี 2540 แต่เนื้อหาสาระที่สำคัญๆ ก็ทยอยหายไปกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 และรัฐธรรมนูญปี 2560 ส่วนตัวจึงอยากขอเสนอฝ่ายการเมืองที่กำลังจะมีการผลักดันรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อยากจะให้ย้อนกลับมามองใน 12 มาตราที่กล่าวไปข้างต้น
“ยกตัวอย่าง เช่น มาตรา 5 บุคคลมีสิทธิในการดำรงชีวิตในสิ่งแวดล้อมและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสุขภาพ หรือในมาตราที่มีการระบุว่าเมื่อมีกรณีที่มีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนเกิดขึ้น หน่วยงานของรัฐที่มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องต้องเปิดเผยข้อมูลนั้นและวิธีป้องกันผลกระทบและให้ประชาชนทราบและมีส่วนร่วม สิ่งเหล่านี้ควรจะอยู่ในรัฐธรรมนูญ แต่มันกลับหายไป ขณะนี้มันกลับไปอยู่ใน พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 เพราะฉะนั้นควรยกสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาอีกครั้ง” นพ.อำพล กล่าว
นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการ คสช. กล่าวว่า สำหรับข้อแนะนำของตัวแทนพรรคการเมืองที่ประสงค์อยากจะเห็น สช. เข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับทางสภามากขึ้น ทั้งข้อแนะนำของ นพ.ชลน่าน ในการยื่นหนังสือไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา เพื่อเชิญ สส. และ สว. เข้ามาร่วมงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งถัดไป และข้อแนะนำของ ดร.เดชรัต ที่อยากให้ผลของงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติเข้าไปขับเคลื่อนในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ถือเป็นข้อแนะนำที่ดีที่จะทำให้ สช. วางน้ำหนักการทำงานเชิงรุกในส่วนนี้ให้มากขึ้น
แม้ว่า ที่ผ่านมา สช.จะมีการส่งหนังสือเชิญไปยังทุกพรรคการเมืองที่อยู่ในระบบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ แต่ก็เข้าใจว่าหลายฝ่ายอาจจะยังไม่เคยสัมผัส หรือยังไม่เกิดการรับรู้ของกระบวนการเหล่านี้จึงยังไม่เกิดการมีส่วนร่วมจากฝ่ายการเมืองมากนัก
“ที่ผ่านมาเราอาจจะแค่ทำหนังสือไป แต่บางทีมันไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์หรือน้ำหนักมากพอ ทำให้คิดว่าเราควรจะทำงานแบบเชิงรุกมากขึ้น คือนอกจากการส่งหนังสือไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เราควรจะเดินทางไปเยือนเพื่อให้ข้อมูล สร้างปฏิสัมพันธ์เพื่อขอความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นไปตามหลักการสานพลังอยู่แล้ว รวมไปถึงการนำมติจากงานสมัชชาฯ เข้าไปขับเคลื่อนต่อในกรรมาธิการก็จะทำให้ สช. มีส่วนช่วยการทำงานร่วมกับกรรมาธิการในการผลักดันนโยบายสาธารณะ และจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้งานที่ สช. ทำเกิดการรับรู้ เห็นคุณค่า เพราะงานสมัชชาฯ เป็นงานที่ใช้ระยะเวลาและการทุ่มเทอย่างมาก ซึ่งเชื่อว่าหากดึงการมีส่วนร่วมจากสภา และกรรมาธิการได้มากขึ้น ก็จะเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการทำงานทั้งขาขึ้น และขาเคลื่อนในมิติที่เกี่ยวข้องกับการผลักดัน หรือแก้ไข ปรับปรุง ระเบียบกฎหมายต่างๆ และนำไปสู่การบอกกับส่วนงานต่างๆ ให้นำไปสู่การปปฏิบัติต่อไป” เลขาธิการ คสช. กล่าว
/////////////////



