ชงพรรคการเมืองปลดล็อก กม. เปิดช่องประกาศ ‘เขตภัยพิบัติ’ ก่อนเกิดเหตุ ช่วย ‘ท้องถิ่น’ พร้อมเผชิญเหตุ




(index pointing right) เปิดฉากกิจกรรม Policy Watch Connect 2026 “นพ.สุเทพ” หวังพรรคการเมืองนำเสนอแนวทางรับมือภัยพิบัติ แนะว่าที่รัฐบาลปลดล็อกกฎระเบียบ-กฎหมาย เปิดช่องให้ท้องถิ่นสามารถประกาศเขตภัยพิบัติได้ก่อนที่จะเกิดภัย เพื่อตั้งรับ-เตรียมความพร้อม ลดความสูญเสีย เชื่อถ้าทำจริงสำเร็จได้ภายใน 100 วัน เพราะ สช. สานพลังภาคีเครือข่ายยกร่างระเบียบเอาไว้พร้อมแล้ว
เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) วุฒิสภา สถาบันพระปกเกล้า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์กรภาคีเครือข่ายกว่า 40 องค์กร ร่วมกันจัดกิจกรรม “Policy Watch Connect 2026” เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ ณ อาคารรัฐสภา (สัปปายะสภาสถาน) เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดพื้นที่เชื่อมโยงประชาชนและผู้ออกแบบนโยบาย ในการระดมโจทย์ใหญ่ของประเทศมากลั่นกรองเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่จับต้องได้จริง
นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) กล่าวภายหลังร่วมเวทีเสวนา “ความหวังการเลือกตั้งฝ่าวิกฤตประเทศไทย” ตอนหนึ่งว่า ภัยพิบัติถือเป็นวิกฤตการณ์ที่เกิดถี่ขึ้นในประเทศไทยและระดับความรุนแรงก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นทุกคนควรปรับเปลี่ยนมายเซ็ตมามองว่าภัยพิบัติสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคนในทุกพื้นที่ทุกเวลา การเตรียมความพร้อมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นและถือเป็นจุดอ่อนในช่วงเวลาที่ผ่านมา ดังนั้นส่วนตัวเห็นว่า ทุกพรรคการเมืองจำเป็นต้องนำเสนอนโยบายการรับมือกับภัยพิบัติให้ประชาชนพิจารณา ทั้งมาตรการเชิงป้องกันก่อนเกิดเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาในระยะยาว
นพ.สุเทพ กล่าวว่า ที่ผ่านมา สช. ร่วมกับภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนเรื่องภัยพิบัติจนเกิดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและผ่านการพิจารณาจนกลายเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 2 ธ.ค. 2568 แต่สิ่งที่ยังขาดอยู่คือการออกระเบียบหรือกฎหมาย เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถประกาศเขตภัยพิบัติได้ก่อนที่ภัยจะมาถึง เป็นการเตรียมความพร้อมในการรับมือ ช่วยลดความสูญเสียที่จะเกิดขึ้นจากเหตุการณ์ ซึ่งพรรคการเมืองที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่สามารถดำเนินการในเรื่องนี้ได้ทันที และสามารถทำให้แล้วเสร็จได้ภายใน 100 วันแรก เพราะระเบียบกฎหมายดังกล่าวมีการยกร่างเอาไว้แล้ว
“หากรัฐบาลใหม่เดินหน้าออกกฎระเบียบเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว ก็จะช่วยเพิ่มศักยภาพให้ท้องถิ่นรับมือกับภัยพิบัติได้อย่างดีขึ้น ซึ่งปัจจุบันข้อเสนอต่างๆ มีหมดแล้ว เหลือเพียงแค่การลงมือทำให้เป็นรูปธรรมเท่านั้น” นพ.สุเทพ กล่าว
เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวต่อไปว่า ปัญหาที่เป็นวิกฤตของประเทศในปัจจุบันไม่ได้เป็นปัญหาเดี่ยว แต่เป็นสิ่งที่เรียกว่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ดังนั้นในห้วงวาระของการเลือกตั้งก็นับเป็นความหวังหนึ่งในการแก้ไขปัญหาให้ดีขึ้น โดยเฉพาะการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะที่ ศ. นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เชื่อมั่นว่าจะเป็นทางออกของประเทศ เพราะให้ความสำคัญภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ในการทำนโยบายจากด้านล่างขึ้นด้านบน ขับเคลื่อนผ่านการมีองค์ความรู้ การเคลื่อนไหวทางสังคม และสุดท้ายคือภาคการเมืองที่จะเป็นผู้สนับสนุนให้ 3 องค์ประกอบนี้ครบถ้วนและเกิดรูปธรรมของนโยบายขึ้นจริง
นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า สิ่งที่ต้องยอมรับคือปัญหาในสังคมนั้นมีความยากและซับซ้อนเกินกว่าที่ภาคราชการ ภาคการเมือง หรือผู้มีอำนาจสามารถจัดการได้เพียงฝ่ายเดียว แต่จำเป็นที่จะต้องดึงเอาส่วนร่วมจากภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ที่มีมุมมองความเข้าใจในปัญหา ได้เข้ามาเชื่อมต่อกับภาครัฐ พร้อมใช้วิชาการในการขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน บนความเชื่อของ สสส. ที่ให้เงินทุนแก่ภาคประชาสังคมในการนำไปขับเคลื่อน ให้เกิดเป็นต้นแบบหรือโมเดล แล้วให้ภาครัฐสามารถนำเอาไปเป็นตัวอย่างเพื่อขยายต่อไปในวงกว้างได้
“แต่แน่นอนว่าการนำเอาตัวอย่างที่ดี หรือต้นแบบเหล่านี้ไปขยายระดับประเทศ ต้องการเจตจำนงทางการเมือง ในการสั่งการ ติดตาม รวมถึงมีระบบงบประมาณเพื่อขยายผลในเรื่องต่างๆ จึงอยากตอกย้ำแนวคิดในการสนับสนุนให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนและยุ่งยาก ภาคราชการต้องปล่อยมือบางส่วนแล้วดึงคนอื่นมาร่วมกันทำงาน” นพ.พงศ์เทพ กล่าว
นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา และประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า นโยบายสาธารณะมีความสำคัญต่อการกำหนดคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกคน คำถามคือประชาชนคนธรรมดามีส่วนในการร่วมกำหนดนโยบายที่สำคัญเหล่านี้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงวาระก่อนการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. 2569
นายนรเศรษฐ์ กล่าวว่า การแข่งขันในช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง ภาพจำที่เราคุ้นเคยดีในฐานะประชาชน คือการรับฟังพรรคการเมืองที่ออกมาบอกเล่านโยบายของตนเอง เหมือนกับการสื่อสารทางเดียว แต่เวทีในครั้งนี้จะเป็นการพลิกบทบาทของประชาชน ให้มีส่วนริเริ่มในการออกแบบนโยบาย ไปจนถึงการติดตาม ทวงถามพรรคการเมืองถึงนโยบายสาธารณะต่างๆ ก่อนการเลือกตั้ง เพื่อสอดรับกับความคาดหวังต่อการแก้ไขโจทย์ปัญหาใหญ่ที่เป็นวิกฤตสำคัญของประเทศ
“การพูดคุยตลอด 2 สัปดาห์นี้ ได้มีการแบ่งเวทีภายใต้โจทย์ใหญ่ของประเทศ ตั้งแต่การกระจายอำนาจ รัฐธรรมนูญ สิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ ระบบสุขภาพ สังคมสูงวัย เศรษฐกิจ ความเหลื่อมล้ำ การศึกษา การคอร์รัปชัน รวมไปถึงวิกฤตภัยพิบัติที่มีการถอดบทเรียนร่วมกันซ้ำไปมา แต่ก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราจะพาทุกคนไปทวงถามถึงบทเรียนที่ถอดออกมา ว่าจะสามารถยกระดับไปสู่นโยบายที่แก้ปัญหาให้กับประชาชนได้จริงอย่างเป็นรูปธรรมแล้วหรือยัง และสุดท้ายภายหลังการพูดคุยทั้งหมดนี้จะถูกรวบรวมเป็นสมุดปกขาว หรือข้อเสนอของประชาชนไปถึงพรรคการเมือง เพราะนโยบายที่ดีต้องมาจากกระบวนการคิด ถกเถียง การมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย ไม่ได้ต้องรอให้มาจากพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว” นายนรเศรษฐ์ กล่าว
นายณัฐพงศ์ รอดมี ผู้ช่วยเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า เป้าหมายหรือความหวังของทุกคนอาจมีไม่เหมือนกัน แต่สิ่งสำคัญคือเราจะสะท้อนความต้องการที่แท้จริงเหล่านั้น เพื่อไปสู่แนวปฏิบัติที่ชัดเจนได้อย่างไร ซึ่งทางสถาบันพระปกเกล้ามีความพยายามทำหน้าที่เป็นคลังสมองของชาติ บนความคาดหวัง 3 ประการ คือ 1. เชิงกระบวนการ ให้การเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ ยุติธรรม ตรวจสอบได้ 2. นโยบายสาธารณะ ให้คนตัวเล็กตัวน้อยในสังคมสะท้อนความต้องการออกมาแล้วสามารถเข้าไปอยู่บนโต๊ะของพรรคการเมือง 3. การมีส่วนร่วมของประชาชน ที่ไม่จบแค่คูหาเลือกตั้ง แต่จะมีส่วนในการติดตาม ประเมิน และเป็นกลไกสำคัญในการผลักดันเป้าหมายที่คาดหวังไปด้วยกัน
“ย้อนไปในการเลือกตั้งปี 2566 จากจำนวนผู้มีสิทธิราว 52 ล้านคน มีผู้ออกมาใช้สิทธิประมาณ 75% แต่น่าตกใจว่ามีบัตรเสียสูงถึง 2.9 ล้านใบ หรือ 7.5% ของผู้มาใช้สิทธิ ฉะนั้นอีกจุดที่เราคาดหวังคือจะทำอย่างไรให้บัตรเสียลดลงได้มากที่สุด เพราะเสียงเหล่านั้นคือเสียงที่สามารถเปลี่ยนแปลงบางอย่างได้ รวมถึงผู้มาใช้สิทธิในปี 2569 ที่เราก็ตั้งเป้าผลักดันให้ออกมาใช้สิทธิกันไม่น้อยกว่า 75% ด้วยเช่นกัน” นายณัฐพงศ์
อนึ่ง กิจกรรม “Policy Watch Connect 2026” จะมีการจัดขึ้นตลอด 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 12-23 ม.ค. 2569 โดยมีรูปแบบของกิจกรรมทั้ง “Policy Forum” วงสนทนาที่จะนำเสนอนโยบายสาธารณะเชิงประเด็น ครอบคลุมทุกวิกฤตสำคัญ อาทิ การจัดการภัยพิบัติ การปฏิรูประบบสุขภาพ สังคมสูงวัย ฯลฯ “Policy Communication: Exhibition” แปลงปัญหาที่ผู้คนในสังคมสนใจ มาสู่นโยบายสาธารณะและวิธีแก้ไขปัญหา “Workshop” ปฏิบัติการเพื่อร่วมกันคิด ร่วมกันทดลอง และออกแบบการสื่อสารนโยบายจากโจทย์จริงของประเทศ และ “Policy Sharing & Networking” จุดนัดพบเพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะ ระหว่างภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และผู้กำหนดนโยบาย พร้อมการถกแถลงแลกเปลี่ยนกับพรรคการเมือง
ทั้งนี้ เรื่องของการจัดการภัยพิบัตินี้เอง ก็เป็นโจทย์สำคัญหัวข้อหนึ่งที่จะมีการแลกเปลี่ยนในเวที Policy Watch Connect 2026 วันที่ 14 ม.ค. 2569 ด้วย


