มกราคม 19, 2026

Breaking News

วงถกดันกระจายอำนาจปฏิรูประบบสุขภาพ สมัชชาสุขภาพฯ 19 ตั้งเป้าหมาย หนุนทุกฝ่ายร่วมจัดการสุขภาพในพื้นที่ตนเอง

วงถกดันกระจายอำนาจปฏิรูประบบสุขภาพ สมัชชาสุขภาพฯ 19 ตั้งเป้าหมาย หนุนทุกฝ่ายร่วมจัดการสุขภาพในพื้นที่ตนเอง

เปิดข้อเสนอเวที Policy Forum ประเด็น “ปฏิรูประบบสุขภาพ” วงถกเห็นพ้องความสำคัญของการกระจายอำนาจสุขภาพปฐมภูมิ สู่การบริหารจัดการของท้องถิ่น ขณะที่ “อบจ.ลำปาง” ยอมรับอุปสรรคการถ่ายโอน รพ.สต. ยังคงเป็นปัญหาเรื่องทรัพยากร “คน-เงิน-ของ” พร้อมเสนอเปลี่ยนสังกัด “อสม.” ตาม “รพ.สต.” ช่วยส่งเสริมงานปฐมภูมิ ด้าน “พญ.พรรณพิมล” ชูเวทีสมัชชาสุขภาพ ครั้งที่ 19 สร้างกระบวนการทางสังคม หนุนเสริมให้ทุกคนกลับไปจัดการกับปัญหาสุขภาพที่อยู่ในพื้นที่-ภูมิภาค-ท้องถิ่น ตัวเอง

เวที “Policy Forum: ปฏิรูประบบสุขภาพ” ภายใต้กิจกรรม “Policy Watch Connect 2026” เลือกตั้ง 69 นโยบายสาธารณะ ฝ่าวิกฤตประเทศ ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (Thai PBS) วุฒิสภา สถาบันพระปกเกล้า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และองค์กรภาคีเครือข่ายกว่า 40 องค์กร จัดขึ้น เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2569 มีข้อเสนอถึงพรรคการเมืองและว่าที่รัฐบาลในการปฏิรูปสุขภาพ ผ่านมุมมองของภาควิชาชีพ ภาควิชาการ ภาคท้องถิ่น ภาคราชการ ภาคการเมือง ตลอดจนภาคประชาชน
น.ส.ตวงรัตน์ โล่ห์สุนทร นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง (อบจ.ลำปาง) และกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัญหาใหญ่ของระบบสุขภาพเป็นประเด็นเชิงโครงสร้าง โดยทรัพยากรในระบบบริการสุขภาพมักกระจุกตัวอยู่ที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ โรงพยาบาลศูนย์ หรือโรงเรียนแพทย์ และที่ผ่านมาแม้ว่าจะมีนโยบายการกระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เข้ามามีบทบาทในการดูแลสุขภาพด้วยระบบบริการปฐมภูมิ หากแต่ก็ยังได้รับการสนับสนุนน้อย ทรัพยากรจึงไม่ได้กระจายไปยังโรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) สักเท่าใดนัก
“แม้ในระบบสาธารณสุขเราจะเข้าใจตรงกันว่าการทำงานสุขภาพต้องเน้นการสร้างนำซ่อม แต่ในทางปฏิบัติจริงเรากลับไปทำเรื่องซ่อมอยู่มาก เช่น งบประมาณในระบบหลักประกันสุขภาพจำนวนมากยังทุ่มไปกับบริการที่ยาก ซับซ้อน ใช้เงินมาก และกระจุกตัวอยู่ในโรงพยาบาลระดับสูง เบียดบังเงินส่วนที่ต้องนำไปสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งเป็นต้นทางที่จะทำให้คนไม่เจ็บป่วย นี่คือเรื่องสำคัญที่เราจะต้องมีการปฏิรูประบบสุขภาพ ทำให้หลักการสร้างนำซ่อมนั้นชัดเจนและนำไปสู่การปฏิบัติจริงมากขึ้น” น.ส.ตวงรัตน์ กล่าว
สำหรับ อบจ.ลำปาง ปัจจุบันได้รับถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. มาแล้ว 67 จาก 132 แห่ง และคาดว่าจะถึง 100 แห่งในปีหน้า ก่อนครบทั้งหมดภายในปีถัดไป อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ที่เริ่มถ่ายโอนภารกิจในปี 2564 มาถึงปัจจุบัน ต้องยอมรับว่ายังคงมีปัญหาอุปสรรคทั้งในแง่ของคน เงิน ของ ตลอดจนการถ่ายโอนข้อมูล ซึ่งท้องถิ่นเหมือนได้รับแต่ภารกิจ แต่กลับไม่มีทรัพยากรที่จัดสรรไปให้ ดังนั้นหากมีการส่งเสริมให้ท้องถิ่นสามารถพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิได้ดี ผ่านทั้งการพัฒนา รพ.สต. รวมไปถึงอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการทำกิจกรรมส่งเสริม ป้องกัน สามารถทำให้ประชาชนดูแลตนเองก่อนเจ็บป่วย ก็จะเป็นปัจจัยความสำเร็จหลักของการแก้ไขปัญหาในระบบสุขภาพ
“ในภาพรวม ภาคีทุกภาคส่วนควรต้องมาบูรณาการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง เพื่อผลักดันนโยบายด้านสุขภาพให้เกิดผล อย่างแนวคิดเรื่องของ Value-based healthcare ก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่คงจะไม่ทำเฉพาะในส่วนของโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ต้องมีการลงทุนกับชุมชนเพื่อยกระดับศักยภาพเป็นภาคีทำงานเรื่องนี้ร่วมกันด้วย รวมถึง อสม. ปัจจุบันอยู่กับกระทรวงสาธารณสุข ส่วน รพ.สต. อยู่กับท้องถิ่น ทำให้การทำงานอาจเชื่อมต่อกันได้ไม่สนิทนัก จึงฝากไปถึงภาคนโยบาย หากสามารถทำให้ทั้งสองกลไกนี้อยู่ในระบบเดียวกัน ภายใต้หน่วยงานสังกัดเดียวกัน ก็น่าจะทำให้ระบบสุขภาพที่เริ่มต้นจากระดับปฐมภูมิ เป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงแนวคิดการดูแลสุขภาพประชาชนตั้งแต่ก่อนอยู่ในครรภ์ ที่จะทำให้คนเกิดออกมามีสุขภาพที่ดี ก็เป็นอีกนโยบายหนึ่งที่อยากให้พรรคการเมืองต่างๆ มีการนำเสนอด้วยเช่นกัน” น.ส.ตวงรัตน์ ระบุ
ขณะที่ นายทรงพล ตุละทา ผู้เชี่ยวชาญ สช. กล่าวว่า มุมมองการทำงานของ สช. ไม่ได้มองสุขภาพเป็นแค่เรื่องของมดหมอหยูกยา แต่เป็นสุขภาพองค์รวมที่เกี่ยวพันกับปัจจัยกำหนดสุขภาพ (Determinants of health) ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อม อาชีพ การทำงาน วิถีการผลิต การบริโภค ฯลฯ ล้วนส่งผลกระทบ เช่น คำแนะนำที่ให้ประชาชนบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ แต่ปรากฏว่าอาหารที่ดีต่อสุขภาพกลับมีราคาสูง ทำให้ผู้ที่มีรายได้น้อยเข้าถึงได้ยาก สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหาในเชิงระบบ
อย่างไรก็ตาม ในการกำหนดนโยบายใหญ่ๆ ของประเทศที่จะมีผลเกี่ยวพันไปถึงสุขภาพของประชาชน ปรากฎว่าประชาชนกลับเป็นผู้ที่ได้รับรู้ข้อมูลหลังสุด และมีช่องทางในการเข้าไปมีส่วนร่วมตัดสินใจอย่างจำกัด ทั้งที่เป็นผู้ที่จะมีส่วนร่วมรับผลกระทบจากนโยบายนั้น ตัวอย่างเช่น ประชาชนที่อาศัยริมแม่น้ำกก ในเขตเหมือง พื้นที่อุตสาหกรรม ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมถูกทำลาย เป็นต้น ดังนั้นเรื่องของสุขภาพจึงเป็นสิ่งที่ต้องมองให้เห็นภาพทั้งระบบ
“นโยบายด้านสุขภาพของประเทศไทย จึงต้องมองข้ามภาคส่วนนอกเหนือจากภาคสาธารณสุข แต่มองเป็นระบบนิเวศ เช่น เรามีคนตายจากโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ปีละ 4 แสนคน ไม่ใช่มาตั้งรับอยู่เฉพาะที่โรงพยาบาลหรือหน่วยบริการ แต่จะทำอย่างไรให้คนบริโภคหวาน มัน เค็มลดลง หรือเพิ่มแรงจูงใจให้คนออกกำลังกายมากขึ้น ซึ่งการผลักดันสิ่งเหล่านี้ต้องทำงานข้ามภาคส่วน รวมถึงเรื่องของการบูรณาการข้อมูล ที่จะนำมาใช้ในการตัดสินใจยุทธศาสตร์ต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งช่องว่างสำคัญที่ต้องมีการผลักดัน” นายทรงพล กล่าว
ด้าน พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ประธานคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2569 กล่าวว่า จากประเด็นปัญหาต่างๆ ในระบบสุขภาพ อยากเสนอให้มีการมองเชิงระบบมากขึ้น อย่างในเรื่องของการกระจายอำนาจระบบสุขภาพปฐมภูมิ ที่ต้องเดินหน้าทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบสุขภาพปฐมภูมิเขตเมืองที่ยังได้รับการพัฒนาไปไม่ถึงไหน ซึ่งการที่จะปฏิรูปสิ่งเหล่านี้ได้ จำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดความต่อเนื่อง ไม่ขาดตอนไปพร้อมกับนโยบายทางการเมือง
อย่างไรก็ตาม ในการขับเคลื่อนเชิงนโยบาย หากจะรอแต่รัฐบาลหรือนโยบายจากส่วนกลางอย่างเดียว ก็จะกลับไปสู่ปัญหาเดิมคือการขาดแคลนทุกอย่างในระบบสุขภาพ ดังนั้นจึงมีกลไกสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทุกคนได้เข้ามามีส่วนร่วม ไม่เฉพาะเพียงการพูดถึงปัญหา แต่ระดมให้ทุกคนได้เข้ามากำหนดนโยบายและมีส่วนร่วมกันในการแก้ไขปัญหานั้น ซึ่งมุมมองหลักที่อยู่ระหว่างระดมแนวคิดสำหรับเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2569 คือการทำอย่างไรให้เกิดกระบวนการทางสังคม เป็นกลไกหนุนเสริมให้ทุกคนกลับไปจัดการกับปัญหาสุขภาพที่อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง ในแต่ละภูมิภาค แต่ละท้องถิ่น ที่ล้วนมีลักษณะเฉพาะที่เผชิญกับปัญหาสุขภาพไม่เหมือนกัน.

///////////

About The Author

Related posts

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *