มีนาคม 06, 2026

Breaking News

สช.จัดงานวันสถาปนา 19 ปี รำลึกมรดกทางปัญญา ‘นพ.ประเวศ’ 3 ลูกศิษย์อาจารย์ประเวศ

สช.จัดงานวันสถาปนา 19 ปี รำลึกมรดกทางปัญญา ‘นพ.ประเวศ’ 3 ลูกศิษย์อาจารย์ประเวศ “นพ.สุรเกียรติ-นพ.อำพล-นพ.โกมาตร” ร่วมบอกเล่าประสบการณ์และถ่ายทอดมรดกความคิด-ปัญญา ที่ นพ.ประเวศ ฝากไว้ให้กับแผ่นดินไทย พร้อมมุมมองการปฏิรูประบบสุขภาพ ภายในงานวันสถาปนา 19 ปี สช.

เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดงานเนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 19 ปี สช. และร่วมรำลึกอาจารย์ประเวศ วะสี “มรดกความคิด ก้าวสู่ อนาคตสุขภาพไทย” โดยกิจกรรมในช่วงเช้ามีการทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์ พร้อมจัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเกียรติประวัติ ชีวิต และผลงานของ นพ.ประเวศ อาทิ ของใช้ส่วนตัว ผลงานเขียนและคลังความรู้ ฯลฯ โดยมีลูกศิษย์ นพ.ประเวศ และประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก

นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า การจัดงานในปี 2569 ซึ่งตรงกับวาระ 19 ปี สถาปนา สช. ถือเป็นวาระพิเศษในการรำลึกถึง นพ.ประเวศ และสิ่งที่ นพ.ประเวศ ได้ทำมาตลอดหลายทศวรรษ จนทำให้คนจำนวนมากได้ใช้เป็นหลักคิดและเกิดเป็นแรงบันดาลใจ ซึ่งหลังจากนี้ สช. จะร่วมกับภาคีเครือข่าย และลูกศิษย์ของ นพ.ประเวศ เพื่อคิดว่าจะช่วยกันสืบสานต่อแนวคิด นพ.ประเวศ ต่อไปได้อย่างไร

รศ. นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ประธานกรรมการมูลนิธิหมอชาวบ้าน กล่าวว่า ได้รู้จัก นพ.ประเวศ ตั้งแต่ตัวเองเป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 6 โดยขณะนั้นมีโอกาสทำวารสารและได้เชิญ นพ.ประเวศมาพูดคุย ก่อนจะถอดความออกมาเป็นงานเขียนชื่อ แพทย์กับลักษณะปัญญาชน โดยมีเนื้อหาคือสอนให้แพทย์มีจิตสาธารณะอย่างไร และการพัฒนาหลักสูตรแพทย์ให้เหมาะสมกว่าเดิม จากนั้นได้มีโอกาสทำนิตยสารหมอชาวบ้านร่วมกับ นพ.ประเวศ ตั้งแต่เล่มที่ 1 เมื่อปี 2552 จนถึงปัจจุบัน ซึ่ง นพ.ประเวศ จะมีคอลัมน์ประจำ 2 คอลัมน์ ได้แก่ 1. คุยกับผู้อ่าน 2. บนเส้นทางชีวิต

ทั้งนี้ เมื่อเดือนผ่านมา มีโอกาสได้รับต้นฉบับล่าสุดชื่อ “คำอำลา” ซึ่ง นพ.ประเวศ ได้เขียนเอาไว้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว โดยสาระสำคัญคือสิ่งที่ นพ.ประเวศ ฝากไว้ ซึ่งนับเป็นมรดกทางปัญญาที่ นพ.ประเวศ มอบไว้ให้กับแผ่นดิน รวม 10 ข้อ ประกอบด้วย 1. เราเกิดมาในโลกนี้ ต้องทำให้โลกนี้ดีขึ้น 2. จินตนาการหรือความใฝ่ฝันสำคัญกว่าความรู้ ให้กล้าฝันและจินตนาการใหญ่ เพื่อคนอื่น 3. ต้องใช้ความเพียรพยายามยืนหยัด มุ่งมั่น ทำงานให้สำเร็จแล้วจะมีความสุข

  1. ต้องใช้ปัญญาที่มีฐานจากความจริงของชีวิตและการอยู่ร่วม คือมนุษย์กับมนุษย์ และมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม 5. จะเกิดปัญญาจากฐานความจริงได้ต้องมีการเรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติ (interactive learning to action) 6. ต้องสร้างภูมิคุ้มกันจากความเสื่อม โดยเฉพาะคนที่มีความสำเร็จมักจะมีความประมาท ยิ่งสำเร็จจึงต้องยิ่งระวัง เพราะความประมาทจะนำไปสู่ความเสื่อม 7. ต้องมีปัญญาเชิงโครงสร้าง คือเข้าใจโครงสร้างของระบบสังคมแต่ละแห่ง ถ้าโครงสร้างไม่ดีต่อให้อบรมธรรมะ-ศีลธรรมอย่างไร ก็จะตกหลุมดำนั้นได้
  2. ต้องออกจากมายาคติเหล่านี้ เราเน้นความรู้ทางตำรามากกว่าความรู้ในตัวคน เราเน้นความเป็นทางการมากกว่าความไม่เป็นทางการ เราเน้นรูปแบบมากกว่าสาระ 9. INN-โครงสร้างใหม่ในการปลดปล่อยชีวิตสู่อิสรภาพ ศักยภาพ และความสุข 10. จุดเปลี่ยนจากอารยธรรมแห่งการแย่งชิง จะทำให้เกิดการอยู่ร่วมกันอย่างสมดุลได้อย่างไร

นพ.อำพล จินดาวัฒนะ อดีตเลขาธิการ คสช. ปี 2551-2559 และสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า จากที่เป็นลูกศิษย์ นพ.ประเวศ และมีโอกาสได้ทำงานร่วมกับ นพ.ประเวศ มาอย่างยาวนาน สังเคราะห์ 9 เกร็ดปัญญาจาก นพ.ประเวศ ได้ว่า 1. พลังปัญญาและพลังศีลธรรมคือพลังอันยิ่งใหญ่ในการขับเคลื่อนและสังคม คนที่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะได้ต้องทั้งพลังปัญญาและพลังศีลธรรม 2. การทำงานคือการปฏิบัติธรรม ไม่มีใครเกษียณจากการทำงานเพื่อเพื่อนมนุษย์และโลก 3. เดินสายกลาง ไม่สุดโต่งด้านใดด้านหนึ่ง 4. ให้ยึดหัวใจพระโพธิสัตว์ในการทำงานให้มั่น คือสุทธิ (ความบริสุทธิ์ ปรารถนาดี) ปัญญา เมตตา ขันติ (อดทน)

  1. เจดีย์แห่งการพัฒนา ประกอบด้วยชุมชนท้องถิ่นเป็นฐานเจดีย์ ระบบต่างๆ เป็นองค์พระเจดีย์ ที่จะต้องเชื่อมระหว่างฐานกับยอดระบบ และฐานต้องเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยยอดเจดีย์คือความเป็นธรรม 6. สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา 7. INN – โครงสร้างใหม่ในการปลดปล่อยชีวิตไปสู่อิสรภาพ ศักยภาพ และความสุข 8. เรียนรู้ร่วมกันจากการปฏิบัติ (PILA) 9. การจัดการคือกุญแจสำคัญ ได้แก่ ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ ประกบคู่ผู้บารมีกับคนวัยทำงานอย่างแยบยล ความไม่เป็นทางการในทางการ ประณีต และทำด้วยความเพียร

นพ.อำพล กล่าวต่อไปอีกว่า เมื่อปี 2546 ได้เขียนบันทึกเสี้ยวหนึ่งของการปฏิรูประบบสุขภาพ ภายใต้ชื่อหนังสือ “ปฏิรูปสุขภาพ ปฏิรูปชีวิตและสังคม” ซึ่ง นพ.ประเวศ ได้ให้เกียรติเขียนคำนิยมที่สามารถสะท้อนถึงการปฏิรูประบบสาธารณสุข โดยสามารถสรุปเนื้อหาออกมาเป็น 10 ข้อ ดังนี้ 1. การปฏิรูประบบสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ 2. การพัฒนาเหมือนเหรียญ 2 ด้าน คือสร้างสุขกับลดทุกข์ 3. การแพทย์ที่ก้าวหน้าเป็นสิ่งที่ดี แต่นำมาสู่ราคาแพงและเกิดความไม่เป็นธรรม รักษาได้แต่ทางกายภาพแต่แก้ความเจ็บป่วยทางสังคมไม่ได้

  1. ระบบสุขภาพและสุขภาวะ 4 มิติ กาย ใจ สังคม ปัญญา ควรเป็นอุดมการณ์ของชาติ 5. การปฏิรูประบบสุขภาพ คือการปฏิรูปจุดมุ่งหมายของมนุษย์ว่าจะถืออะไรสำคัญสูงสุดระหว่างเงินหรือสุขภาพ 6. การปฏิรูประบบสุขภาพ ต้องดึงทั้งหมดมาร่วมคิด ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงระบบชีวิตไปสู่การมีชีวิตที่เจริญและมีการอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ด้วยหลักสุทธิ ปัญญา เมตตา ขันติ 7. การทำ พ.ร.บ. สุขภาพแห่งชาติ เป็นกฎหมายแม่บทด้านสุขภาพ ส่วน พ.ร.บ. อื่นๆ เป็นกฎหมายลูกเกี่ยวข้องเฉพาะส่วนต่างๆ ของระบบสุขภาพ และต้องขับเคลื่อนอย่างกว้างขวาง
  2. ทุกภาคส่วนต้องถักทอเพื่อมาเรียนรู้ ทะลุวิกฤตต่างๆ ไปสู่สังคมที่ร่มเย็นและเป็นสุข 9. หัวใจของการปฏิรูประบบสุขภาพ คือการมีระบบสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ 10. เป้าหมายเพื่อคนทุกคน เพื่อให้อยู่อย่างมีความสุข ปลอดภัย มีเกียรติ และมีศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์

นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ประธานกรรมการนโยบายด้านการส่งเสริมประชาธิปไตย การพัฒนาชุมชน หรือท้องถิ่น องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ไทยพีบีเอส) และอดีตผู้อำนวยการสำนักวิจัยสังคมและสุขภาพ กล่าวถึงมรดกทางความคิดของ นพ.ประเวศ ว่า นพ.ประเวศ เป็นตัวอย่างของเราในการตั้งคำถาม โดยคำถามที่สำคัญกว่าคำว่า WHY ทำไม คือ WHY NOT ทำไมไม่ ซึ่งแนวคิดใหม่ที่ นพ.ประเวศ นำเสนอล้วนผ่านการตั้งคำถาม WHY NOT ทั้งสิ้น คือทำไมไม่เป็นแบบนี้ มันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนี้ มันเป็นแบบอื่นก็ได้ เช่น ทำไมไม่พัฒนาจากฐานของเจดีย์ ทำไมไม่พัฒนาโดยใช้วัฒนธรรมนำแทนที่จะเป็นเศรษฐกิจหรือการเมือง ทำไมไม่ปฏิรูประบบสุขภาพโดยใช้ภาคประชาชนขับเคลื่อน ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นพ.ประเวศ ให้ความสำคัญกับการสอนให้ลูกศิษย์คิดและตัดสินใจเอง ให้เลือกเอง ฉะนั้นทุกคนก็ควรถามคำถาม WHY NOT กับสิ่งที่ นพ.ประเวศ เสนอด้วย เช่น เมื่อ นพ.ประเวศ เสนอว่าสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา เราอาจจะบอกว่าแล้วทำไมไม่เป็นสี่เหลี่ยม ทั้งนี้ การตั้งคำถาม WHY NOT ถือเป็นหน้าที่ของทุกคน เพราะความรู้จะงอกงามได้ไม่ได้เกิดจากการผลิตซ้ำ หรือเทิดทูนเอาไว้เฉยๆ ซึ่งหากตามรอย นพ.ประเวศ จริง ท่านสอนให้เราคิด คือท่านพูดไว้แต่เราจะเชื่อไม่เชื่อก็ได้ ต้องคิด ต้องเลือกเอง ดังนั้นเราต้องถาม WHY NOT กับปัญหาสังคม และแนวคิดที่ นพ.ประเวศ เสนอไว้ด้วย เพราะ นพ.ประเวศ ก็ได้ถาม WHY NOT กับอาจารย์ท่านอื่นๆ ที่สอนท่านมา จนเกิดเป็นแนวคิดใหม่ที่ท่านนำเสนอ

นอกจากนี้ หากสังเกตจะพบว่า นพ.ประเวศ มีแนวคิดที่เรียกว่าปฏิบัตินิยม คือมองว่าจะทำอย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ โดยมุ่งไปที่ประโยชน์จากสิ่งที่ขับเคลื่อน ซึ่งได้ผลดีในยุคที่การเมืองไม่แบ่งขั้วจนเกินไป แต่หลังจากเกิดสงครามสีเสื้อ ผู้ที่เสนออะไรกลางๆ จะประคองตัวเองได้ลำบากมาก ตรงนี้เป็นคำถามว่า ถ้าเรายังจะรักษาแนวคิดเรื่องปฏิบัตินิยมต่อไป เราจะรู้เท่าทันบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปเพื่อจะเดินหน้าต่อได้อย่างไร

สุดท้ายคือโจทย์ที่หน่วยงานซึ่งสะท้อนแนวคิดของ นพ.ประเวศ หรือพยายามขับเคลื่อนโดยใช้แนวคิดของ นพ.ประเวศ เช่น องค์กรตระกูล ส. กำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย 3 เรื่องมาบรรจบกัน 1. ความต่อเนื่องในเชิงสถาบัน กล่าวคือเราต้องการให้เกิดความต่อเนื่อง ต้องการให้คนที่เข้าใจแนวคิดมาดูแลองค์กรต่อไป ซึ่งถ้าเราเน้นเรื่องนี้เพียงอย่างเดียวก็จะวนอยู่เฉพาะในกลุ่มของลูกศิษย์ นพ.ประเวศ เท่านั้น ซึ่งจะทำให้ขาด 2. Democratic Pluralism ความหลากหลายของความคิดบนพื้นฐานของความเคารพในหลักมนุษยธรรม และ 3. อำนาจของระบบราชการรวมศูนย์ ซึ่งในปัจจุบันองค์กรมหาชนหรือองค์กรอิสระต่างๆ ที่สร้างขึ้นมานั้น อยู่ในอำนาจของระบบราชการรวมศูนย์อย่างหนาแน่น คำถามคือเราจะเดินหน้าอย่างไรในขณะที่ต้องการแนวคิดและความต่อเนื่อง ขณะที่ก็ต้องสร้างให้เกิดความแตกต่างหลากหลาย

ทั้งนี้ หากสรุปสิ่งที่ นพ.ประเวศ ทำ ส่วนตัวคิดถึงตัวย่อ MANOP (มานพ) ซึ่งเชื่อว่า นพ.ประเวศ ใช้เครื่องมือเหล่านี้ในการทำงานและใช้อย่างเป็นศิลปะมาก ประกอบด้วย 1. M-Meeting การพบกันอย่างมีเป้าหมายบางอย่าง เพื่อให้บรรลุข้อตกลงร่วมกันบางอย่าง 2. A-Aggregate การรวมและประมวลสิ่งต่างๆ ทั้งหมดเพื่อใช้ในการขับเคลื่อน 3. N-Network เครือข่ายที่เชื่อมไปทุกภาคส่วน ไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง 4. O-Organize ต้องมีการจัดตั้ง 5. P-Publish คือการเผยแพร่ เพื่อให้แนวคิดเหล่านี้กระจายออกไปสู่ความเข้าใจ

About The Author

Related posts

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *