ดันไทยสู่ศูนย์กลางการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพสูงของเอเชีย เสริมความมั่นคงอาหารโลกอย่างยั่งยืน








ไบเออร์ลงทุนกว่า 310 ล้านบาท เปิดศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ผักครบวงจรแห่งใหม่ในจังหวัดขอนแก่น รวมเทคโนโลยีอัตโนมัติและระบบดิจิทัล ยกระดับมาตรฐานการผลิตเพื่อการส่งออกสู่ตลาดเอเชียและทั่วโลก
เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ ตำบลโนนท่อน อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ไบเออร์ไทย จำกัด ได้ทำการเปิดตัวศูนย์การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักแห่งใหม่อย่างเป็นทางการ มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกเมล็ดพันธุ์ผักคุณภาพสูงของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและตลาดโลก โดยศูนย์แห่งนี้เริ่มดำเนินงานตั้งแต่เดือนมกราคม 2569 และเป็นการควบรวมกระบวนการผลิตที่เดิมแยกอยู่ในจังหวัดสกลนคร และจังหวัดขอนแก่น มาไว้ในศูนย์เดียว เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเสถียรภาพการผลิตแบบครบวงจร พิธีเปิดได้รับเกียรติจาก H.E. Dr. Ernst Reichel เอกอัครราชทูตสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีประจำประเทศไทย และ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นประธานเปิดงาน โดยมี นายประจวบ รักแพทย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น พร้อมด้วยผู้บริหารไบเออร์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน พันธมิตรทางธุรกิจ และสื่อมวลชน เข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
ศูนย์การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักแห่งใหม่นี้ ใช้งบลงทุนกว่า 310 ล้านบาท (ประมาณ 8 ล้านยูโร) บนพื้นที่กว่า 30 ไร่ หรือ 48,000 ตารางเมตร ติดตั้งเทคโนโลยีการล้างฆ่าเชื้อ การทำแห้ง การทำความสะอาดและคัดเมล็ดพันธุ์ ระบบจัดการอัตโนมัติ (Automation) ระบบตรวจสอบติดตามแบบดิจิทัล (Digital Traceability) ตลอดจนคลังจัดเก็บที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้น พร้อมระบบบรรจุภัณฑ์เพื่อจัดส่งทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ศูนย์แห่งนี้ทำหน้าที่เป็นฐานการผลิตแบบครบวงจร ตั้งแต่การรับเมล็ดพันธุ์เปียกจากเครือข่ายเกษตรกร การปรับสภาพ ตรวจสอบคุณภาพ การเคลือบเมล็ดพันธุ์ การบรรจุอัตโนมัติ และการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ ก่อนส่งออกไปยังตลาดสำคัญทั่วโลก ภายใต้แบรนด์ Seminis และ De Ruiter อาทิ สหรัฐอเมริกา เนเธอร์แลนด์ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงออสเตรเลียและนิวซีแลนด์
นายวีรพล เจริญพานิช ผู้จัดการกลุ่มธุรกิจครอปซายน์ ประจำประเทศไทย กัมพูชา และพม่า บริษัทไบเออร์ไทย จำกัด กล่าวว่า ศูนย์แห่งใหม่นี้ไม่เพียงเป็นฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์มาตรฐานสูง แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างประโยชน์ให้แก่เกษตรกรรายย่อยและชุมชน ผ่านการฝึกอบรม การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการทำงานร่วมกับพันธมิตรในห่วงโซ่คุณค่า เพื่อเพิ่มผลผลิต ลดการสูญเสีย และใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ
ด้าน ดร.แอ็นสท์ ไรเชิล เอกอัครราชทูตเยอรมันประจำประเทศไทย กล่าวแสดงความยินดี พร้อมชี้ว่าการลงทุนครั้งนี้สะท้อนความร่วมมืออย่างต่อเนื่องของเยอรมนีกับประเทศไทยในภาคเกษตรกรรม และเป็นการสนับสนุนการพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืนและสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว
ขณะที่ นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า การเปิดศูนย์ผลิตเมล็ดพันธุ์ผักคุณภาพเพื่อการส่งออกแห่งนี้ เป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ของประเทศ สอดรับกับนโยบาย Thailand Tropical Seed Hub และเป้าหมายการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก
ทั้งนี้ ศูนย์การผลิตเมล็ดพันธุ์ผักขอนแก่นดำเนินงานภายใต้มาตรฐานสากล ISO 9001:2015 และ ISO 45001:2018 ครอบคลุมการผลิตเมล็ดพันธุ์ผักหลากหลายชนิด เช่น มะเขือเทศ พริก แตงกวา แตงโม เมลอน ฟักทอง ข้าวโพดหวาน บรอกโคลี และกะหล่ำปลี โดยมุ่งพัฒนาเมล็ดพันธุ์ให้สอดคล้องกับแนวทางเกษตรแบบฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนของระบบเกษตรกรรมในระดับภูมิภาคและระดับโลก
ส่วน นายสุเทพ อุ่นแก้ว อายุ 56 ปี บ้านเลขที่ 212 ม.10 ต.นาทอง อ.เชียงยืน จ. มหาสารคาม กล่าวว่า เมื่อก่อนชีวิตตน เป็นคนต่างถิ่น ไม่ใช่คนที่นี่ ตนอยู่ต่างถิ่น ตนเป็นคนศรีสะเกษ ตนมานี่ครั้งแรกถือกระเป๋ามาใบเดียว เพิ่งมาเจอบริษัทนี้เป็นครั้งแรก และในชีวิตที่ตนมาอยู่นี่ หลายๆ บริษัทก็ติดต่อ ตนมาปลูกพืช แต่ไม่รู้ยังไง ตนมาผูกพันกับบริษัทของ เมื่อก่อนมาเป็นเอสโก (Esco) เนาะ แต่เดี๋ยวนี้เป็นของไบเออร์ ตนก็มาผูกพันอยู่กับบริษัทตั้งแต่ปี 36 จนถึงทุกวันนี้ 32 ปี เมื่อก่อนนี่ตนปลูกแค่ไม่ถึงงานสมัยเมื่อก่อน แต่เดี๋ยวนี้ ตนมาปลูกประมาณ 10 ไร่ปีหนึ่งนี่เรามีรายได้จากการปลูกแตงโม ปีหนึ่ง… รุ่นหนึ่งนะครับ ประมาณรุ่นหนึ่ง เดี๋ยวนี้ทุกวันนี้เนี่ย ไม่ต่ำกว่า 500,000 หรือ 600,000 ต่อรุ่นขึ้นอยู่กับรุ่นที่ปลูก ต่อรุ่นก็ประมาณ 3 เดือน ส่วนต้นทุนก็หักต้นทุนออกแล้วก็จะได้ประมาณนี้ ต้นทุนก็ได้จากบริษัทที่เขาซัพพอร์ต
ต่อที่ นางพิกุล วงษ์ตระกูล อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 192 บ้านแบก ต.นาทอง อ. เชียงยืน จ.มหาสารคาม กล่าวว่า ตอนนี้ก็มีชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้น จากมีหนี้มีสินหลายๆ ก็ไม่มีหนี้แล้ว ปลดหนี้ได้แล้ว เข้าร่วมโครงการกับไบเออร์นี่ปีที่ 4 แต่เป็นเอสโก เป็นมอนซานโต้มาก็หลายปี เมื่อก่อนก็เคยปลูกพริก ปลูกมะเขือ ปลูกทุกอย่าง แต่ตอนนี้เขตนี้บริษัทนี้ สนับสนุนแค่แตงโม พื้นที่ปลูกก็ประมาณ 4 ไร่ แต่ถ้าเป็นจำนวนต้นก็ประมาณ 8,000 ต้น รายได้ต่อปี… ไม่ได้หลายเหมือนคุณเทพ ก็จะประมาณ 200,000 เกือบ 300,000 ต่อรุ่นเหมือนกันค่ะ ปีหนึ่งก็ได้ 3 รุ่น ถ้าเริ่มจากต้นปีถึงปลายปีระยะการปลูกเคยประสบปัญหามีทุกปีค่ะ เช่น ฝนฟ้า อากาศ หนาว ร้อน ตอนผสมมันก็เฮ็ดให้ติดยาก ต้องจ้างคนเพิ่มขึ้น ต้นทุนก็เพิ่มขึ้น แต่ไม่ค่อยขาดทุน เพราะเขามีราคารับประกัน มีสัญญาปีต่อปี เจ้าหน้าที่บริษัทก็เข้ามาแนะนำ มาตรวจโรคมาดูแลตลอด.

















