มีนาคม 18, 2026

Breaking News

“สทนช.” ปรับใหญ่แผนแม่บทลุ่มน้ำชี รับมือสภาพอากาศสุดขั้ว มุ่งสร้างความมั่นคงน้ำยั่งยืน

“สทนช.” ปรับใหญ่แผนแม่บทลุ่มน้ำชี รับมือสภาพอากาศสุดขั้ว มุ่งสร้างความมั่นคงน้ำยั่งยืน

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เดินหน้าปรับปรุงแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำลุ่มน้ำชี ระยะ 20 ปี ใช้แนวคิดบริหารจัดการน้ำแบบองค์รวม (IWRM) ควบคู่การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็น 19 ครั้ง ครอบคลุมทุกภาคส่วน หวังแก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้ง-น้ำเสียอย่างเป็นระบบ รองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนในระยะยาว

  เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 นายธรรมพงศ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมในการประชุมปฐมนิเทศและการประชุมรับฟังความคิดเห็นโครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำชี ปรับปรุงช่วงที่ 1 (พ.ศ. 2566 – 2580) เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง โดยนำกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) มาใช้เป็นกรอบหลักในการจัดทำแผน พร้อมขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเชิงพื้นที่และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียครอบคลุมทุกกลุ่มอย่างต่อเนื่อง ผ่านเวทีปฐมนิเทศ เวทีย่อย และเวทีปัจฉิมนิเทศรวม 19 ครั้ง ครอบคลุมทุกลุ่มน้ำสาขา ก่อนสรุปผลเพื่อจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของลุ่มน้ำชีที่ ชัด วัดผลได้ และนำไปใช้จริง สร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำชี อย่างยั่งยืน
ลุ่มน้ำชี เผชิญปัญหาซ้ำซาก ทั้งปัญหาอุทกภัย จากฝนตกหนักติดต่อกัน ลุ่มน้ำย่อยต่าง ๆ มีความสามารถในการระบายน้ำต่ำและไม่สม่ำเสมอ เกิดน้ำหลากล้นตลิ่ง อีกทั้งสิ่งกีดขวางทางน้ำทำให้น้ำหลากไหลออกจากพื้นที่ได้ช้า โดยเฉพาะพื้นที่ชุมชนและเศรษฐกิจที่มีถนนเป็นเส้นทางคมนาคมหลัก การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินทำให้สภาพของพื้นที่เปลี่ยนแปลงมีผลให้ระบายน้ำได้ช้าลง ข้อจำกัดด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมทำให้ไม่สามารถพัฒนาโครงการอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่หรือกลางสำหรับชะลอ หรือเก็บกักน้ำหลากจากต้นน้ำได้ นอกจากนั้นสภาพภูมิประเทศเป็นที่ราบลุ่มความลาดชันของบางพื้นที่และบางลำน้ำค่อนข้างต่ำ ทำให้ระบายน้ำได้ช้า ในส่วนของภัยแล้ง ในเขตชลประทาน ฝนไม่ตกตามฤดูกาลปริมาณน้ำเก็บกักของอ่างเก็บน้ำ ฝาย ซึ่งเป็นน้ำต้นทุนในช่วงฤดูแล้งไม่เพียงพอ แหล่งเก็บกักน้ำบางแห่งยังไม่มีการบริหารจัดการและระบบส่งน้ำไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอทำให้พื้นที่ด้านท้ายน้ำขาดน้ำรุนแรง รวมทั้งการลดลงของป่าต้นน้ำจากการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อขยายพื้นที่เกษตรกรรม และชุมชนเมือง และความต้องการใช้น้ำที่เพิ่มมากขึ้นทั้งในภาคการเกษตร ภาคการอุตสาหกรรม และภาคครัวเรือน อีกทั้งปัญหาน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมน้ำเสียจากภาคการเกษตร น้ำเสียจากภาคครัวเรือน ซึ่งล้วนส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่ทั้งสิ้น เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแบบสุดขั้วเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น การแก้ปัญหารายกรณีไม่เพียงพออีกต่อไป สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ จึงต้องเร่งปรับปรุงแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำลุ่มน้ำชี เพื่อมองภาพรวมของทั้งลุ่มน้ำ วางทิศทางพัฒนาให้ชัด จัดลำดับความสำคัญของแผนงานโครงการอย่างเป็นระบบลดการทำงานซ้ำซ้อน และยึดข้อมูลเชิงพื้นที่ควบคู่กับการรับฟังเสียงของคนในพื้นที่ลุ่มน้ำชีเพื่อนำมาประกอบในการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์

แนวทางการศึกษาและจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำชี ใช้หลักการของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบองค์รวม IWRM (Integrated Water Resource Management) มาดำเนินการศึกษา โดยคำนึงถึงทุกปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ วิศวกรรม และการผู้มีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย นอกจากนั้นแล้ว การศึกษาจะต้องสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ( พ.ศ. 2566 – 2580) และแผนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยนำกระบวนการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment : SEA) ตามแนวทาง (Guideline) การประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ จัดทำโดย สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มากำหนดแนวทางการพัฒนาแผนงาน ในระดับลุ่มน้ำ พิจารณาทางเลือกต่างๆ ในการพัฒนาแบบบูรณาการ พร้อมคัดเลือกทางเลือกที่เหมาะสม และนำไปบูรณาการกับการจัดทำแผนแม่บทฯ เพื่อให้แผนแม่บทฯ ลงถึงระดับพื้นที่และยืนอยู่บนความต้องการของคนในลุ่มน้ำ การดำเนินโครงการได้ออกแบบการมีส่วนร่วมแบบเข้มข้นตลอดกระบวนการ ผ่านการจัดประชุมรวม 19 เวที ครอบคลุมถึงระดับลุ่มน้ำสาขา ไปจนถึงระดับภาพรวมทั้งลุ่มน้ำ เพื่อรับข้อมูลเชิงลึกจากผู้เกี่ยวข้องหลากหลายกลุ่ม สะท้อนความต้องการ และข้อห่วงกังวลของคนลุ่มน้ำ ผ่านการประชุมรับฟังความคิดเห็น โดยในช่วงเริ่มต้นเป็นเวทีปฐมนิเทศโครงการและประชุมรับฟังความคิดเห็นซึ่งจัดขึ้น 2 ครั้งคือที่จังหวัดขอนแก่นในวันที่ 17 มีนาคม 2569 และที่จังหวัดยโสธรในวันที่ 18 มีนาคม 2569 เพื่อแนะนำโครงการ รวมทั้งจัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียกลุ่มต่าง ๆ ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำชี เวทีละประมาณ 160 คน ในระหว่างการศึกษาโครงการ จะมีการจัดเวทีประชุมกลุ่มย่อยเพื่อสื่อสารความคืบหน้าโครงการและรับฟังความคิดเห็นอีก 3 ครั้ง ครั้งละ 5 เวที รวม 15 เวที และในช่วงสรุปผลโครงการจะมีการจัดเวทีการประชุมปัจฉิมนิเทศหลังจากจัดทำร่างผลการศึกษาแล้วเสร็จอีก 2 เวที เพื่อเปิดพื้นที่ให้หน่วยงาน ภาคประชาสังคม เครือข่ายลุ่มน้ำ และประชาชนร่วมพิจารณาทิศทางพัฒนา กำหนดทางเลือกและมาตรการสำคัญของแผน ก่อนสรุปเป็นแผนแม่บทลุ่มน้ำชีฉบับสมบูรณ์ที่คนลุ่มน้ำชีเป็นเจ้าของร่วมกัน
ตลอดระยะเวลา 540 วันของการศึกษาโครงการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติคาดหวังผลลัพธ์ที่สำคัญคือ ได้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำชี ที่บูรณาการรอบด้านครอบคลุม 3 มิติ คือ มิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สร้างความมั่นคงด้านน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำเสีย และรองรับความต้องการน้ำของทุกภาคส่วน รวมทั้งได้กรอบแผนงานโครงการ 20 ปี พร้อมแผนปฏิบัติการ 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 (2566-2570) ระยะที่ 2 (2571-2575) ระยะที่ 3 (2576-2580) ที่หน่วยงานรัฐสามารถนำไปดำเนินการได้ทันที ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดการยอมรับจากทุกภาคส่วน เพราะทุกขั้นตอนของโครงการดำเนินงานผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำชีอย่างครอบคลุม และต่อเนื่องจากเริ่มต้นจนสิ้นสุดโครงการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เชื่อมั่นว่าแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในลุ่มน้ำชีฉบับปรับปรุงนี้ จะเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ลุ่มน้ำชี มีความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน สามารถรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และพร้อมรับมือกับความท้าทายจากภัยธรรมชาติในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด.

About The Author

Related posts

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *