สช. เปิดเวที Policy Dialogue ทางรอดไทยในวิกฤตซ้อนวิกฤต พึ่งพาตัวเอง ‘พลังงาน-อาหาร-สุขภาพ’




สช.ระดมภาคีเครือข่าย ร่วมเปิดเวที Policy Dialogue ถกประเด็นนโยบายสาธารณะ เพื่อสร้างความมั่นคงด้าน “พลังงาน-อาหาร-สุขภาพ” ท่ามกลางภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้นทั่วโลก ตั้งโจทย์สำคัญสู่การ “พึ่งพาตัวเอง” พร้อมระดมข้อเสนอเชิงนโยบายสู่การขับเคลื่อนผ่านกลไกคณะกรรมการ GITH – คสช. เพื่อให้เกิดการปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดเวที Policy Dialogue เรื่อง “นโยบายความมั่นคงด้านพลังงาน-อาหาร-สุขภาพ: โอกาสและทางรอดของไทยในวิกฤติโลก” เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ผลกระทบ และการเตรียมความพร้อม ตลอดจนร่วมออกแบบกรอบทิศทางและแนวทางการพัฒนานโยบายสาธารณะฯ ที่คุ้มครองสิทธิสุขภาพของประชาชน ตามเจตนารมณ์ของธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2565 โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน
นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตโลกที่กำลังเกิดขึ้นขณะนี้ เป้าหมายสำคัญคือจะทำอย่างไรให้ประเทศไทยมีความมั่นคงในหลายด้าน ซึ่งตลอด 40-50 ปี ชัดเจนว่าประเทศไทยพัฒนาขึ้นมาก คนไทยมีอายุยืนยาวขึ้น รายได้เพิ่มขึ้น บ้านเมืองมีความเจริญขึ้น แต่หากทบทวนดูจะพบว่า แม้ประเทศไทยจะมีฐานทุนที่ดี เช่น แหล่งผลิตอาหาร แต่เมื่อเกิดวิกฤตขึ้นมาแล้วกลับมีผลกระทบเยอะ และสามารถพึ่งพาตัวเองได้น้อยลงเรื่อยๆ ดังนั้นในสถานการณ์วิกฤตซ้อนวิกฤต เหตุการณ์ช่องแคบฮอร์มุซ ที่กระทบไปถึงพลังงาน ปุ๋ย ฯลฯ ขณะนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่เราต้องชวนให้มาคิดเรื่องนี้อย่างจริงจัง
นพ.สุเทพ กล่าวว่า ตัวอย่างเช่นเรื่องของพลังงาน ที่ผ่านมาได้มีมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 เรื่อง การขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นธรรมด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ชวนให้มองถึงภาพใหญ่ของโครงสร้างพลังงาน ซึ่งเมื่อเกิดวิกฤตพลังงานขณะนี้ จึงควรกลับมามองถึงพลังงานทางเลือกอื่นๆ เช่น การใช้ไบโอดีเซล โซลาร์เซลล์ หรือพลังงานชีวมวล ที่เมื่อก่อนเราอาจมองว่ามีราคาแพงกว่า การนำเข้าจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่า แต่เมื่อเกิดวิกฤตเราจะพบว่าปัญหาไม่ใช่แค่เรื่องของราคา แต่ยังเป็นความไม่มั่นคง ที่เราไม่รู้ว่าจะมีให้ใช้ด้วยหรือไม่
“ถ้าเราสนับสนุนให้มีการวิจัยและพัฒนาที่ดี อย่างน้อยเราก็จะมีสิ่งเหล่านี้ให้ใช้ แม้จะแพงกว่า แต่หากเราซื้อขายกันเองภายในประเทศ เงินทองก็ไม่ได้รั่วไหลออกไปไหน เรื่องนี้มองได้ทั้งในแง่ของพลังงาน ไปจนถึงยา วัคซีน ฯลฯ ดังนั้นในระยะสั้นเราจะแก้ไขวิกฤตที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าอย่างไร ส่วนระยะยาว หากเราเห็นแล้วว่าวิกฤตต่างๆ จะเกิดมากขึ้นและทับซ้อนกันมากขึ้น เราจะมีการเตรียมตัวอย่างไร เวทีในวันนี้จึงเป็นการชวนให้เรามาช่วยกันมองถึงการพัฒนาไปข้างหน้า เราจะออกแบบนโยบายสาธารณะเพื่อรับมือวิกฤต ช่วยให้ประเทศไทยเราสามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้นอย่างไร ในแง่มุมใดบ้าง” นพ.สุเทพ กล่าว
ขณะที่ นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ ผู้อำนวยสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และกรรมการการสนับสนุนการศึกษาและติดตามการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ และพลวัตภูมิรัฐศาสตร์ที่มีผลกระทบต่อสุขภาพและนโยบายสุขภาพ (คณะกรรมการ GITH) กล่าวว่า ปัจจุบันโลกมีความเปราะบางและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมาก จนในบางเรื่องก็ไม่สามารถคาดเดาเหตุและผลได้ เมื่อโลกเปลี่ยนไปจึงเกิดผลกระทบในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน ยาและเวชภัณฑ์ สุขภาพจิต ฯลฯ ที่ต้องอาศัยการขับเคลื่อนเชิงนโยบายในการแก้ไขปัญหา
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางวิกฤตยังเป็นความโชคดีที่ประเทศไทย มีกลไกที่สามารถขึ้นรูปนโยบายได้โดยไม่ต้องพึ่งพาหน่วยงานภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว และถูกรับรองไว้ภายใต้กฎหมาย พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 หนึ่งในนั้นคือเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่ระดมทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมพัฒนานโยบายสาธารณะบนข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ ซึ่งข้อเสนอต่างๆ จะถูกส่งผ่านกลไก คสช. ที่สามารถส่งเรื่องเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้โดยตรง
นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า กระบวนการสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ที่ดำเนินมาตลอด 18 ปี ได้สร้างการมีส่วนร่วมและพัฒนานโยบายสาธารณะเกิดเป็นมติสมัชชาสุขภาพฯ ไปแล้วจำนวนมากกว่า 100 มติ ซึ่งหลายมติเองก็ได้มีการพูดถึงประเด็นต่างๆ เอาไว้ก่อนที่จะเกิดวิกฤตในวันนี้ ดังนั้นท่ามกลางความท้าทายของสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เราจะหยิบยกเอามติที่มีอยู่เดิมมาดูว่าเรื่องไหนที่เกี่ยวข้อง เรื่องไหนที่ทำได้จริง มีอะไรที่ต้องสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนแก้ไขปัญหา และเดินหน้าหาทางออกของวิกฤตขณะนี้อย่างจริงจัง
“การพึ่งพาตนเอง ความพร้อมและความสามารถในการฟื้นตัว คือทางรอดของระบบสุขภาพไทยในโลกที่ไม่แน่นอน เช่น การผลิตยาใช้เองภายในประเทศ ซึ่งต้องมองในระยะยาว แล้วกลับมาประเมินว่าอะไรบ้างที่เราต้องกลับมาส่งเสริมอย่างจริงจัง โดยต้องฟังทุกฝ่ายและชักชวนให้เข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหา พร้อมอยู่บนข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์ แต่ความยากของการพัฒนานโยบายสาธารณะคือการเชื่อมนโยบายไปสู่การปฏิบัติ” นพ.ศุภกิจ กล่าว
นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้ผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้ยาก คือแม้ว่าเราจัดทำมติสมัชชาสุขภาพฯ ออกมามาก แต่หาก 1. ไม่มีเจ้าภาพหลักก็จะไม่มีผู้ติดตามและขับเคลื่อน 2. มติฯ เป็นเชิงนโยบาย จำเป็นต้องแปลงให้เป็นแผนในเชิงปฏิบัติ 3. ผู้ตัดสินใจเชิงนโยบายสำคัญมาก เขาจะซื้อหรือไม่ซื้อมีปัจจัยหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือคะแนนเสียงทางการเมือง ฉะนั้น ณ วันนี้ ต้องเลือกเรื่องที่ win-win ก่อน เช่น ในสังคมสูงวัย รัฐบาลอยากยกเป็นนโยบายแก้ปัญหาอยู่แล้ว เราก็มองว่าเป็นโอกาสและนำวิชาการเข้าไปสนับสนุน เพื่อให้รัฐบาลทำ และทำออกมาแล้วมีคุณภาพ
นพ.ศุภกิจ กล่าวอีกด้วยว่า ในส่วนสถานการณ์ความวุ่นวายที่มีปัญหาอยู่หลากหลายด้านในขณะนี้ แน่นอนว่าประเด็นสุขภาพไม่สามารถแก้ไขได้โดยเดี่ยวๆ แต่เกาะเกี่ยวอยู่กับมิติอื่นๆ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ ไปจนถึงสิ่งที่เราอาจคาดคิดไม่ถึงอย่างภัยพิบัติ เอลนีโญที่อาจเกิดขึ้น จึงมีหลายเรื่องต้องรับมือ แต่คงไม่สามารถทำทุกเรื่องได้พร้อมกัน ดังนั้นเราจะจัดเรียงลำดับความสำคัญอย่างไร จึงคิดว่าเป็นอีกโอกาสดีที่ขณะนี้เรามีกลไกคณะกรรมการ GITH (Geopolitics, International Trade and Health) ซึ่งเกิดขึ้นตามมติสมัชชาสุขภาพฯ ที่กำลังร่วมค้นหาและจัดลำดับความสำคัญของประเด็นต่างๆ เพื่อที่จะฝ่าวิกฤตสถานการณ์ความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลกไปด้วยกัน
สำหรับเวที Policy Dialogue ในครั้งนี้ ยังได้มีเวทีเสวนาเพื่อแลกเปลี่ยนถึงสถานการณ์ความไม่มั่นคงทางพลังงาน อาหาร สุขภาพ โดยมีวิทยากรประกอบด้วย ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Agora Energiewende, นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี, ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาภูมิปัญญาไทย มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ และ นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค
ทั้งนี้ วิทยากรเห็นตรงกันว่า ประเทศไทยยังมีการพึ่งพิงจากต่างประเทศในหลากหลายด้าน อาทิ น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ LNG เพื่อผลิตไฟฟ้า ปุ๋ยยูเรีย ยา ซึ่งการสู้รบในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อทั้งประเทศและประชาชนในฐานะผู้บริโภค จึงมีข้อเสนอเพื่อเพิ่มการพึ่งพิงตัวเองให้ได้มากที่สุด เช่น การส่งเสริมแหล่งพลังงานใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล การสร้างความคุ้มครองให้เกษตรกรจากการถูกแสวงหาผลประโยชน์หรือเกร็งกำไรในช่วงสงครามหรือความขัดแย้ง การขยายองค์ความรู้และภูมิปัญญาของไทยในเรื่องอาหารและยา ตลอดจนการแก้ปลดล็อคบทบัญญัติต่างๆ ในกฎหมาย และการแสดงความคิดเห็นเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ครอบคลุมในทุกประเด็นที่มีความเปราะบาง
นอกจากนี้ ภายในงานยังได้มีกระบวนการระดมความเห็นของผู้เข้าร่วม เพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายในด้านความมั่นคงทางพลังงาน อาหาร และสุขภาพของไทย ซึ่งจะถูกประมวลผลและรวบรวมเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ GITH เพื่อวางแผนรับมือความท้าทายจากความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบายบนฐานข้อมูลต่อไป.



///////////////