Policy Dialogue ผ่าวิกฤตประเทศไทย
จี้รัฐรื้อโครงสร้างผูกขาด ‘พลังงาน-อาหาร’
สกัดเอกชนค้ากำไรซ้ำเติม ปชช.





สช. ผนึกภาคีเครือข่าย จัดเวที Policy Dialogue ตีแผ่สถานการณ์จริงประเทศไทย พบเปราะบางหลายมิติในวิกฤตซ้อนวิกฤต “ดร.ศุภวรรณ” เตือนประชาชนเตรียมเจอค่าไฟแพง ชี้ปัจจุบันคือจุดเปลี่ยนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทย แนะสนับสนุน “โซลาร์-ลม-ชีวมวล” ที่ผลิตภายในประเทศเองได้ “เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี” จี้รัฐเร่งคุ้มครอง ปชช. สกัดอุตสาหกรรมเกษตร-อาหารแสวงหาผลประโยชน์เกร็งกำไรเกินควรในช่วงวิกฤต ขณะที่ “สว.นรเศรษฐ์” ชำแหละปัญหาโครงสร้าง “พลังงาน-อาหาร” มีกลุ่มทุนผูกขาด ผนวกกับรัฐธรรมนูญปี 60 ทำสิทธิต่างๆ หล่นหาย ด้าน “ดร.ภญ.สุภาภรณ์” ชี้ต้องเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งพาตัวเอง ระบุปัญหาที่ผุกร่อนประเทศไทยคือองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่หายไป
สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายจัดเวที Policy Dialogue เรื่อง “นโยบายความมั่นคงด้านพลังงาน-อาหาร-สุขภาพ: โอกาสและทางรอดของไทยในวิกฤติโลก” เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ผลกระทบ และการเตรียมความพร้อม ตลอดจนร่วมออกแบบกรอบทิศทางและแนวทางการพัฒนานโยบายสาธารณะฯ ที่คุ้มครองสิทธิสุขภาพของประชาชน ตามเจตนารมณ์ของธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2565 โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 100 คน
ดร.ศุภวรรณ แซ่ลิ้ม หัวหน้าโครงการนโยบายพลังงานเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Agora Energiewende เปิดเผยว่า นอกจากราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นและผลกระทบต่อการจัดหาน้ำมันแล้ว การปิดช่องแคบฮอร์มุซยังมีผลต่อราคาก๊าซธรรมชาติ (LNG) ด้วย ซึ่งประเทศไทยพึ่งพา LNG ในการผลิตไฟฟ้ามากถึง 60-70% โดยในอดีตราว 40-50 ปีที่แล้ว ประเทศไทยใช้ LNG ที่ผลิตและหาได้เองในอ่าวไทย แต่แนวโน้มก๊าซในอ่าวไทยก็ลดลงเรื่อยๆ สะท้อนจากตัวเลขเมื่อ 10 ปีก่อนที่ไทยนำเข้า LNG ไม่ถึง 5% แต่ปัจจุบันนำเข้ามากกว่า 30% ดังนั้นเมื่อมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซที่กระทบกับราคา LNG ย่อมกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย
“เมื่อปลายปีที่แล้ว ทุกหน่วยงานคาดการณ์ว่าดัชนีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจะไม่เกิน 10 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู แต่ในวิกฤตการณ์ครั้งนี้ทำให้ขึ้นไปแล้วเกิน 20 ซึ่งกระทบเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว นี่คือภาพสะท้อนความไม่แน่นอน ความผันผวน” ดร.ศุภวรรณ กล่าว และว่า แม้ปัจจุบันยังไม่เห็นผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าทันทีทันใด แต่ในอนาคตจะเห็นแน่นอน และเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและ LNG ถึง 8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เมื่อวิกฤตการณ์ทำให้ราคาน้ำมันและก๊าซสูงขึ้นย่อมจะกระทบต่อต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการผลิตไฟฟ้า และจะส่งผ่านไปยังประชาชนผ่านค่าครองชีพ ราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้นอย่างแน่นอน
ดร.ศุภวรรณ กล่าวว่า ไฟฟ้าเป็นต้นทุนสำคัญของภาคการผลิตและภาคบริการ ซึ่งปัจจุบันภาคไฟฟ้ามีทางเลือกมากกว่าภาคขนส่งที่ต้องใช้น้ำมันเป็นหลัก ฉะนั้นในอนาคตหากต้องการลดการพึ่งพา LNG เราคงต้องสนับสนุนให้เกิดการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานในประเทศเอง อาทิ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล ฯลฯ ซึ่งวิกฤตการณ์ในอดีตทำให้เราเปลี่ยนผ่านการใช้น้ำมันมาเป็น LNG ในการผลิตไฟฟ้าแทน วิกฤตการณ์ในปัจจุบันก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทยอีกครั้ง จากการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมาเป็นการพึ่งพาพลังงานประเภทอื่นๆ ที่สามารถผลิตได้ภายในประเทศแทน และโจทย์ของประเทศไทยคือ เราจะสร้างความมั่นคงทางพลังงานจากการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานที่หลากหลายประเภทได้อย่างไร
“ขณะนี้ภาครัฐกำลังจะพิจารณาปรับปรุงแผนกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) อยู่ เราอาจต้องพิจารณาแล้วว่าในบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การวางแผนที่จะมีโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในอนาคตอาจเป็นภาระต้นทุนของภาคไฟฟ้าของไทยเราได้ เพราะปัจจุบันไทยจะนำเข้า LNG 30% แต่หากดูจากแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) พบว่าในอีก 4 ปีข้างหน้า หรือในปี 2030 เราอาจต้องนำเข้ามากกว่า 50-60% จากสัญญาผูกมัดว่าเราจะต้องผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ด้วยสัญญาการจัดหาเชื้อเพลิงที่เราทำไว้ล่วงหน้า 20-25 ปี ฉะนั้นเราอาจต้องพิจารณาเพิ่มมากขึ้นหากจะมีการระบุลงไปใน PDP ว่าจะต้องมีการซื้อไฟฟ้าจากการผลิตประเภทไหน” ดร.ศุภวรรณ กล่าว
นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ราคาปุ๋ยยูเรียก่อนเกิดสงครามอยู่ที่กระสอบละ 800 บาท ปัจจุบันขึ้นมาเป็น 1,200 บาท ดังนั้นเกษตรกรได้รับผลกระทบแน่นอน แต่สิ่งนี้ไม่ได้เกินความคาดหมาย เพราะทุกครั้งที่เกิดสงครามจะตามมาด้วยวิกฤตอาหารเสมอ และหากย้อนกลับไป 125 ปี ตามที่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ทำข้อมูลจะพบว่า จุดพีค (Peak) หรือราคาสูงสุดของอาหารจะเกิดขึ้นควบคู่ช่วงที่มีสงครามเสมอ เช่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 สงครามโลกครั้งที่ 2 หรือสงครามหกวันในตะวันออกกลาง ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งการเปลี่ยนจากพืชอาหารเป็นพืชพลังงาน ที่ทำให้เกิดวิกฤตอาหารด้วย
อย่างไรก็ตาม ในปี 2008 โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ได้พบว่าท่ามกลางวิกฤตการณ์พบข้อมูลว่ามีการเกร็งกำไรหรือแสวงหาผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมเกษตรอาหารที่เกี่ยวข้องด้วย ฉะนั้นราคาปุ๋ยจาก 800 บาท มาเป็น 1,200 บาท ส่วนหนึ่งก็มาจากการเกร็งกำไรด้วย และ 90% ของพื้นที่การผลิตเกษตรและอาหารในประเทศไทย อาทิ ข้าว ข้าวโพด ปาล์มน้ำมัน ฯลฯ ต้นทุนครึ่งหนึ่งอยู่ที่ปุ๋ย สารเคมี และพลังงาน ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนคือ การคุ้มครองประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดการแสวงหาผลประโยชน์หรือเกร็งกำไรที่เกินควร ตัวอย่างในเหตุการณ์สงครามยูเครน ในขณะที่เกษตรกรมีต้นทุนเพิ่ม ประชาชนซื้ออาหารแพง แต่บริษัทปุ๋ยบางบริษัทกลับมีกำไรเพิ่มขึ้น 600%
“ประเทศไทยใช้ปุ๋ยมากเกินที่ควรจะใช้ หรือใช้ปุ๋ยเกินความจำเป็นถึง 38.8% เมื่อเทียบกับระดับผลผลิตที่ควรได้ และในอนาคตเราจะเจอสภาพปุ๋ยแพงขึ้นแน่ๆ โดยเฉพาะช่วงเดือน มิ.ย-ส.ค. ที่เป็นช่วงพีคในการใช้ปุ๋ยของประเทศ ซึ่งในแต่ละปีประเทศไทยใช้ปุ๋ยราว 6 ล้านตัน และในช่วงเดือน มิ.ย-ส.ค. ควรมีสต็อกแล้วสัก 60-70% แต่ปัจจุบันเรามีเพียง 25% หรือมีแค่ 1.5 ล้านตัน จึงยังขาดอยู่อีกเยอะมาก” นายวิฑูรย์ กล่าว
นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า ในปี 2530 ประเทศไทยเกิดขบวนการเกษตรกรรมยั่งยืนขึ้น และในปี 2540 ภาคประชาชนร่วมกับสภาพัฒน์ได้ผลักดันเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านเกษตรกรรมไปสู่เกษตรกรรมยั่งยืน โดยในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 8 ระบุเอาไว้ว่า ต้องเปลี่ยนผ่านให้ได้ 20% นั่นหมายความว่าหากหน่วยงานรัฐยอมรับทิศทางที่บรรจุเอาไว้ตั้งแต่ขณะนั้น วิกฤตในปัจจุบันจะเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย โดยปัจจุบันพื้นที่เกษตรอินทรีย์รวมกับเกษตรกรรมยั่งยืนทุกรูปแบบมีประมาณ 5 ล้านไร่ ซึ่งคิดเป็นไม่ถึง 5% ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมดของไทย ซึ่งเราต้องทำให้เรื่องนี้เกิดเป็นรูปธรรมให้ได้ โดยที่ผ่านมาภาคประชาชนทำเต็มที่แล้ว เราจึงต้องการแรงผลักดันทางการเมืองเพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริง รูปธรรมคือช่วงวิกฤตยูเครนมีการประเมินว่าแค่ปุ๋ยจากมูลสัตว์ทั้งหมดในประเทศ สามารถทดแทนปุ๋ยมูลค่า 8-9 หมื่นล้านบาท หรือทดแทนการนำเข้าปุ๋ยทั้งหมดได้เลย
นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตเราจะพบว่าชีวิตของเราเปราะบางมากเพียงใด ซึ่งเปราะบางเหล่านี้เชื่อมโยงกับโครงสร้างทางการเมืองด้วย เช่น ปัญหาเรื่องกลุ่มทุนผูกขาดพลังงานที่ส่งผลต่อความยืดหยุ่นในการบริหารค่าไฟ กล่าวคือ 40% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยมาจากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) ที่ทำสัญญาระยะยาวกับรัฐไปแล้ว ดังนั้นเมื่อเกิดวิกฤตการณ์จึงเป็นเรื่องยากที่รัฐจะไปเจรจากับทุนขนาดใหญ่เพื่อปรับลดราคา หรือปัญหาการพึ่งพาการนำเข้า LNG มากเกินไป ซึ่งเป็นผลมาจากการวางแผน PDP ของเราเอง รวมทั้งบทบาทของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ทำหน้าที่เป็นผู้ซื้อเพียงรายเดียว ทั้งหมดทำให้การกระจายอำนาจทางพลังงานและประชาธิปไตยทางพลังงานติดขัดอยู่
“ทางออกเรื่องนี้ ประชาชนควรมีบทบาทเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค (Prosumer) เช่น นโยบายโซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งในอดีตมีข้อสังเกตว่าโครงการต่างๆ ที่รัฐสนับสนุนจะสนับสนุนไปยังกลุ่มทุนใหญ่มากกว่า แต่ปัจจุบันจากการแถลงนโยบายรัฐบาลมีความเป็นไปได้ที่ประชาชนได้รับประโยชน์มากขึ้น ซึ่งก็ต้องติดตามต่อไปว่าจริงหรือไม่” นายนรเศรษฐ์ กล่าว
นายนรเศรษฐ์ กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของมิติอาหารมีความคล้ายคลึงกับพลังงาน อาทิ เรื่องทุนผูกขาด ต้นทุนสูง อธิปไตยด้านอาหารน้อย ตลอดจนสิทธิในการเข้าถึงที่ดินของเกษตรกร การคุ้มครองทางกฎหมายในการเรียกร้องความเป็นธรรม ฯลฯ ส่วนมิติทางสุขภาพ ปัจจุบันยังไม่มีการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง แม้จะมีการถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ไปยังท้องถิ่น แต่อำนาจทางการคลังไม่ได้ตามไป ฯลฯ ซึ่งในรัฐธรรมนูญปี 2560 ก็ไม่ได้มีการพูดเรื่องกระจายอำนาจเอาไว้ เมื่อเรื่องต่างๆ เมื่อไม่มีการบรรจุในรัฐธรรมนูญก็จะไม่มีแผนสืบต่อๆ ที่ชัดเจนในการดำเนินการ
“รัฐมีอำนาจในการจัดสรรสิ่งต่างๆ ให้กับประชาชน กฎหมายรัฐธรรมนูญมีไว้เพื่อจำกัดอำนาจรัฐและคุ้มครองสิทธิประชาชน คือไม่ให้รัฐใช้อำนาจเกินเลยจนกระทบสิทธิประชาชน ฉะนั้นการมีคำต่างๆ บรรจุลงไปในรัฐธรรมนูญก็จะเป็นเหมือนตาข่ายรองรับ ช่วยให้ประชาชนมีหลังพิง มีสิ่งที่จะคุ้มครองตัวเองได้หากรัฐมาละเมิดเรา” นายนรเศรษฐ์ กล่าว
สำหรับประเทศไทย เรื่องสิทธิต่างๆ หายไปจากรัฐธรรมนูญปี 2560 เช่น สิทธิชุมชน สิทธิในการมีสิ่งแวดล้อมที่ดี สิทธิเกษตรกร สิทธิพลังงาน สิทธิรับบริการสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน นโยบายต่างๆ ที่เกิดขึ้นหรือที่สร้างความเปลี่ยนแปลง ในหลายครั้งพึ่งพิงกับกฎหมายหลักของประเทศ กฎหมายบางอย่างไม่ได้ถูกผลักดันให้คืบหน้าเพราะถูกถอดคำเหล่านี้ออกจากรัฐธรรมนูญ เราจึงไม่มีหลังพิงในการไปทวงถามเขาอย่างไร ปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งทุนผูกขาด การขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกแบบวางแผนต่างๆ ตลอดจนสิทธิต่างๆ ที่ขาดหายไปจากรัฐธรรมนูญ ทำให้ความมั่นคงเรื่องอาหาร พลังงาน และสุขภาพ ของประชาชนขาดหายไป
ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร ประธานกรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาภูมิปัญญาไทย มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันสถานการณ์ตะวันออกกลางจะยังไม่ส่งผลกระทบต่อยา แต่ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบยาจากต่างประเทศสูงถึง 80% ฉะนั้นสิ่งที่ต้องเตรียมรับมือกับวิกฤตคือต้องลดการพึ่งพาต่างชาติ และเพิ่มขีดความสามารถในการพึ่งตนเองให้กับประชาชน เพราะปัญหาที่ผุกร่อนประเทศไทยคือองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่หายไป
ดร.ภญ.สุภาภรณ์ กล่าวว่า ในเรื่องการอยู่รอดในวิกฤตการณ์จำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องมาช่วยกันออกแบบระบบ ซึ่งการอยู่รอดไม่ได้ขึ้นกับเงินอย่างเดียว แต่ขึ้นกับฐานทรัพยากร ความรู้ และเครือข่ายสังคม ตัวอย่างหนึ่งที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือการตั้งโจทย์ว่าหากในอนาคตราคาปุ๋ยแพงมาก หรือไม่มีปุ๋ยในตลาด หรือไม่มีค่าขนส่งผักมาตลาด แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร ก็มีการคิดถึงการใช้พืชยืนต้นที่ไม่ต้องปลูกใหม่ทุกปีและยังอยู่ได้แม้ระบบพัง เช่น แค ขี้เหล็ก มะรุม ยอ กล้วย หน่อไม้ และผักพื้นบ้านที่เก็บกินได้ต่อเนื่อง ฟื้นตัวเร็ว โตเองได้ในป่าหรือในรั้วบ้าน เช่น ผักหวานบ้าน ผักกูด ตำลึง ใบชะพลู ขี้เหล็ก ขณะที่มิติทางยา มองถึงระบบยาในครัวเรือนเพื่อลดการพึ่งพายาและรักษาโรคพื้นฐาน อาทิ NCDs และโรคฉุกเฉิน เช่น ฟ้าทะลายโจร ขิง ข่า ตะไคร้ ขมิ้น
“เราจะออกแบบระบบอย่างไรสำหรับคนเมือง ที่มีจุดเปราะบางคือไม่มีแหล่งอาหารผลิตเอง พึ่ง supply chain 100% พื้นที่ปลูกน้อย พลังงานและน้ำควบคุมจากส่วนกลาง กับคนชนบท ที่มีจุดแข็งคือเข้าถึงป่า ดิน น้ำ มีพืชอาหารหลากหลาย มีความรู้ท้องถิ่น แต่ก็มีความเปราะบางคือถ้าพืชเศรษฐกิจล่ม รายได้หาย หรือถ้าความรู้สมุนไพรไม่ถูกส่งต่อก็จะใช้ทรัพยากร.
