พฤษภาคม 27, 2026

Breaking News

‘ทรงศักดิ์’ นั่งแท่นประธาน คสช. นัดแรก เอาจริง! แก้สารพิษลุ่มน้ำเหนือ เคาะจัดสมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 19

‘ทรงศักดิ์’ นั่งแท่นประธาน คสช. นัดแรก เอาจริง! แก้สารพิษลุ่มน้ำเหนือ เคาะจัดสมัชชาสุขภาพฯ ครั้งที่ 19

รองนายกฯ “ทรงศักดิ์” เป็นประธานถก คสช. นัดแรก เคาะมติเห็นชอบแนวทางจัด “สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19” ปลายเดือนตุลาคม เดินหน้าพัฒนา 2 ระเบียบวาระ “สร้างเสริมสิ่งแวดล้อม-ยกระดับทุนมนุษย์” ดันสู่นโยบายสาธารณะชาติ พร้อมหนุนจัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น “สารพิษปนเปื้อนลุ่มน้ำกก-สาย-รวก-โขง” เดือน ก.ค.นี้ หวังนำข้อเสนอเชิงนโยบายเสนอต่อ ครม. เดินหน้าแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดน

ที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2569 ซึ่งมี
นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน คสช. เป็นประธานการประชุม ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีมติเห็นชอบกรอบแนวทาง และรูปแบบการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2569 ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 28-29 ต.ค. 2569 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ภายใต้ประเด็นหลัก (Theme) “สังคมอยู่ดีมีพลัง: นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ”
สำหรับสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ขณะนี้มีประเด็นที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นระเบียบวาระ จำนวน 2 ประเด็น ได้แก่ 1. การสร้างเสริมสุขภาวะบนพื้นฐานสิ่งแวดล้อม และ 2. ยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ของประเทศ โดยคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2569 ซึ่งมี พญ.พรรณพิมล วิปุลากร เป็นประธาน ยังได้กำหนดจัดสมัชชาสุขภาพคนรุ่นใหม่ เป็นกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม ในการขับเคลื่อนนโยบายที่ตรงกับปัญหาหรือประเด็นที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ
นอกจากนี้ ที่ประชุม คสช. ยังมีมติเห็นชอบการจัดเวทีสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น การเฝ้าระวังผลกระทบและคุ้มครองสุขภาวะประชาชน กรณีสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในช่วงเดือน ก.ค. 2569 เพื่อเป็นเวทีรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับพื้นที่และหน่วยงานต่อร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย ที่จะเสนอต่อ คสช. เพื่อพิจารณาเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวต่อไป

นายทรงศักดิ์ ทองศรี เปิดเผยว่า มีความรู้สึกยินดีที่ได้ร่วมประชุม คสช. เป็นครั้งแรกในฐานะประธาน ซึ่งคณะกรรมการนี้ถือเป็นหนึ่งในกลไกการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วม ภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายจากภาคส่วนต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะของประชาชน ตัวอย่างเช่นประเด็นที่ได้มีการพิจารณาร่วมกันในวันนี้ ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญทั้งในเชิงของการแก้ไขปัญหาทางสิ่งแวดล้อม ผลกระทบจากมลพิษทั้งในประเทศและข้ามชาติ ไปจนถึงการยกระดับพัฒนาศักยภาพของทุนมนุษย์ การหนุนเสริมบทบาทคนรุ่นใหม่ ที่ทั้งหมดจำเป็นจะต้องมีการออกแบบแนวทางสู่การดำเนินงานอย่างจริงจัง ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

ขณะที่ พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า จากการประชุมหารือระหว่าง คจ.สช. รวมทั้งคณะอนุกรรมการฯ ที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันออกแบบ Theme หลักของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 ในปีนี้ ให้เป็นกระบวนการเรียนรู้จากสิ่งที่ได้ผลจริง ร่วมออกแบบอย่างเห็นอกเห็นใจ สร้างสุขภาวะที่วัดได้และเป็นธรรม โดยผสาน 3 ฐานคิดร่วมสมัย ได้แก่ 1. Positive Public Policy: นโยบายที่เรียนรู้จากสิ่งที่ทำได้ผลจริง 2. Positive Psychology-informed Policy: นโยบายที่มุ่งเพิ่มสุขภาวะ ความหมายของชีวิต ความสัมพันธ์ และพลังของชุมชน 3. Empathetic Policy Design: การออกแบบนโยบายด้วยความเข้าใจ ประสบการณ์จริงของผู้คน
ในส่วนของรูปแบบการจัดกิจกรรมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 จะประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ 1. การพัฒนานโยบายสาธารณะ ซึ่งขณะนี้มี 2 ประเด็นที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นระเบียบวาระ ร่วมกับนโยบายสาธารณะโดยคนรุ่นใหม่ 2. กิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ภายในพื้นที่ “ตลาดนัดนโยบายสาธารณะ” ซึ่งจะเป็นเวทีของการนำเสนอและแลกเปลี่ยนการขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพฯ ที่ผ่านมา รวมไปถึงการขับเคลื่อนนโยบายระดับพื้นที่ นโยบายของหน่วยงานภาคี ตลอดจนการแสดงผลงานรูปธรรมของภาคีเครือข่ายต่างๆ ภายใต้ 7 กิจกรรมหลัก ได้แก่ Policy Arcade โซนพื้นที่ขายไอเดีย, The Policy Studio พื้นที่นวัตกรรมและร่วมสร้าง, The Un-Conference พื้นที่คุยสร้างสรรค์, The Networking Wall พื้นที่เชื่อมโยงพลัง, The Journey of Change นิทรรศการมีชีวิต, The Policy Photo Studio พื้นที่สื่อสารรณรงค์, Health Station Talk พื้นที่สื่อดิจิทัล และ Live Streaming

ด้าน นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการ คสช. กล่าวว่า นอกจากประเด็นที่อยู่ระหว่างการพัฒนาเป็นระเบียบวาระสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 แล้ว อีกหนึ่งสถานการณ์สำคัญในช่วงที่ผ่านมาคือปัญหาการปนเปื้อนของสารพิษบริเวณพื้นที่ลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง ใน จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย ที่กำลังก่อให้เกิดความเสี่ยงสะสมเป็นผลกระทบทั้งทางมิติสุขภาพของประชาชน ความปลอดภัยทางอาหาร เศรษฐกิจชุมชน ไปจนถึงระบบนิเวศลุ่มน้ำ ซึ่งปัญหาดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นมลพิษข้ามพรมแดน ที่ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยมาตรการภายในประเทศเพียงอย่างเดียว
นพ.สุเทพ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทางสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ได้มีบทบาทในการสนับสนุนและขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมชวนคิดชวนคุย ระดมสมองผ่านเวทีสาธารณะ ไปจนถึงการร่วมกับภาคีเครือข่ายวิชาการพัฒนาระบบและกลไกการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพ (HIA Consortium) ภาคเหนือ ดำเนินการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพแบบเร่งด่วน (Rapid HIA) ใน 2 พื้นที่ของ จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย จนพบหลักฐานเชิงประจักษ์ทั้งผลกระทบในด้านสุขภาพ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจครัวเรือน
เลขาธิการ คสช. กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันทาง สช. ยังได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะประเด็นการเฝ้าระวังผลกระทบและคุ้มครองสุขภาวะประชาชน กรณีสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง จังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดเชียงราย ซึ่งมี นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ เป็นประธาน เพื่อเดินหน้ากลไกการทำงานและแก้ไขปัญหา โดยเตรียมจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นต่อร่างข้อเสนอเชิงนโยบาย และนำเข้าสู่เวทีสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นในเดือน ก.ค. 2569 รวมทั้งเตรียมประสานความร่วมมือเพื่อจัดเวที Mekong Institute Forum ภายในเดือนเดียวกัน เพื่อสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายระดับภูมิภาค ในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนในระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงต่อไป

นอกจากนี้ ที่ประชุม คสช. ยังได้มีมติรับทราบความคืบหน้าการดำเนินงานขับเคลื่อน ธรรมนูญสุขภาวะคนข้ามเพศ พ.ศ. 2569 ซึ่ง สช. และภาคีเครือข่ายด้านความหลากหลายทางเพศกว่า 47 องค์กร ได้ร่วมกันประกาศใช้เมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2569 เป็นกรอบทิศทางในการดูแลคุณภาพชีวิตและสิทธิของคนข้ามเพศในประเทศไทย ภายใต้กรอบการยกระดับ 5 มิติหลัก คือ 1. การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ 2. ระบบสวัสดิการในสังคม 3. การศึกษาที่ครอบคลุมอัตลักษณ์ การแสดงออก และคุณลักษณะทางเพศ 4. การเข้าถึงบริการสาธารณสุข 5. การสร้างอธิปไตยทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงในอาชีพและสวัสดิการ โดย คสช. จะสนับสนุนการดำเนินงานตาม Roadmap 3 ปี (พ.ศ. 2569-2571) ทั้งการรวบรวมข้อมูล สร้างความเข้าใจ ผลักดันแก้ไขกฎหมาย การจัดสรรงบประมาณสนับสนุนระบบบริการ ตลอดจนพัฒนาระบบฐานข้อมูลคนข้ามเพศระดับประเทศต่อไป
พร้อมกันนี้ ที่ประชุม คสช. ยังมีมติเห็นชอบแต่งตั้งคณะกรรมการอีก 2 ชุด ประกอบด้วย 1. คณะกรรมการพัฒนาและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะแบบมีส่วนร่วมพื้นที่ภาคใต้ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มีเป้าหมายเพื่อสร้างกลไกการทำงานที่มีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในพื้นที่ภาคใต้ เพื่อพัฒนานโยบายสาธารณะที่ตอบโจทย์ความต้องการของพื้นที่ ชุมชน นำไปสู่สุขภาวะที่ยั่งยืน 2. คณะกรรมการพัฒนานโยบายสาธารณะประเด็นการจัดการปัจจัยเชิงพาณิชย์เพื่อสุขภาวะประชาชน มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการจัดการปัจจัยเชิงพาณิชย์ที่กำหนดสุขภาวะ (CDoH) ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของโรคไม่ติดต่อ (NCDs) โดยมอบหมายให้ สช. จัดทำร่างคำสั่งแต่งตั้ง เพื่อเสนอให้ประธาน คสช. พิจารณาลงนามต่อไป.


About The Author

Related posts

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *