สิงหาคม 10, 2026

Breaking News

“ดร.บุญทรัพย์”นักวิชาการสายอินเตอร์กลับบ้านเกิด เปิดภารกิจเปลี่ยน “ราชภัฏเพชรบูรณ์”สู่มหาวิทยาลัยของชุมชน

                      
“ดร.บุญทรัพย์”นักวิชาการสายอินเตอร์กลับบ้านเกิด เปิดภารกิจเปลี่ยน “ราชภัฏเพชรบูรณ์”สู่มหาวิทยาลัยของชุมชน

จากวิศวกรโยธา สู่ผู้บริหารมหาวิทยาลัย นักวิจัยด้านโลจิสติกส์ และนักวิชาการที่เชื่อมโยงเครือข่ายระดับนานาชาติ ก่อนนำประสบการณ์จากเวทีโลกกลับคืนสู่บ้านเกิด กับแนวคิดสร้าง “มหาวิทยาลัยของชุมชน” ให้เกิดขึ้นจริงที่ราชภัฏเพชรบูรณ์ ในช่วงเวลาที่มหาวิทยาลัยไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านโครงสร้างประชากร เทคโนโลยี AI ตลาดแรงงาน และการแข่งขันทางการศึกษา ชื่อของ ดร.บุญทรัพย์ พานิชการ กำลังได้รับความสนใจในฐานะผู้เตรียมสมัครชิงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ หลังเปิดมุมมองและแนวทางการบริหารมหาวิทยาลัยในเวที “สภากาแฟสื่อมวลชนเพชรบูรณ์” เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2569
สิ่งที่ทำให้แนวคิดของ ดร.บุญทรัพย์ น่าสนใจ ไม่ได้มีเพียงประสบการณ์ในฐานะอดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร หากแต่เป็นเส้นทางวิชาการและวิชาชีพที่ผ่านหลากหลายศาสตร์ ตั้งแต่วิศวกรรมโยธา การเงิน การจัดการธุรกิจ โลจิสติกส์และซัพพลายเชน งานวิจัย ตลอดจนความร่วมมือกับเครือข่ายวิชาการในต่างประเทศ
ประสบการณ์เหล่านี้หล่อหลอมมุมมองที่ไม่ได้จำกัดมหาวิทยาลัยไว้เพียงบทบาทของการผลิตบัณฑิต แต่ตั้งคำถามไปไกลกว่านั้นว่า มหาวิทยาลัยจะสร้างคุณค่าให้กับพื้นที่ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างไร
จากวิศวกรโยธา สู่ศาสตร์การเงินและการบริหาร
เส้นทางการศึกษาของ ดร.บุญทรัพย์ สะท้อนการผสมผสานระหว่างศาสตร์ด้านเทคนิคกับศาสตร์ด้านการบริหารอย่างชัดเจน เริ่มต้นจากการศึกษาด้าน วิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก่อนต่อยอดด้วย บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาการจัดการการเงิน จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และศึกษาต่อระดับดุษฎีบัณฑิตด้าน การจัดการธุรกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต
การเดินทางจากวิศวกรรมมาสู่การเงินและการจัดการ ทำให้มุมมองทางวิชาชีพไม่ได้จำกัดอยู่ในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง แต่สามารถเชื่อมโยง โครงสร้างพื้นฐาน–ธุรกิจ–การเงิน–การบริหาร–โลจิสติกส์ และระบบห่วงโซ่อุปทาน เข้าด้วยกัน
องค์ความรู้ดังกล่าวกลายเป็นพื้นฐานสำคัญของการทำงานด้าน Logistics and Supply Chain รวมถึงการทำงานวิจัยที่มุ่งตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจและศักยภาพของพื้นที่
ดร.บุญทรัพย์ เคยดำรงตำแหน่ง รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยนเรศวร มีบทบาททั้งด้านการบริหารและการพัฒนางานวิชาการของมหาวิทยาลัย ขณะเดียวกันยังทำหน้าที่นักวิจัยและอาจารย์ที่มีผลงานเกี่ยวข้องกับการขนส่ง การค้าชายแดน โครงสร้างพื้นฐาน และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ มอง “พื้นที่” มากกว่าขอบเขตจังหวัด หนึ่งในจุดเด่นของงานวิชาการที่สะท้อน.
แนวคิดของ ดร.บุญทรัพย์ คือการมองพื้นที่ในฐานะส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกัน ไม่ใช่เพียงพื้นที่ตามเขตการปกครอง ผลงานวิจัยมีทั้งการศึกษาเส้นทางโลจิสติกส์ที่เชื่อมโยงไทยกับจีน การวิเคราะห์ประสิทธิภาพเส้นทางขนส่งทางบกระหว่างไทยกับจีน โดยศึกษาข้อมูลจาก ไทย ลาว เวียดนาม และจีน รวมถึงการศึกษาเพื่อจัดทำแผนยุทธศาสตร์รองรับโครงการรถไฟลาว–จีน และงานศึกษาห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยวในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่างกับเมืองดานัง ประเทศเวียดนาม
งานเหล่านี้สะท้อนวิธีคิดที่มองว่า ชุมชนไม่ได้อยู่โดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่เศรษฐกิจระดับภูมิภาคและระดับโลก หากแนวคิดดังกล่าวถูกนำมาประยุกต์ใช้กับเพชรบูรณ์ มหาวิทยาลัยจึงอาจมีบทบาทมากกว่าการถ่ายทอดความรู้ในห้องเรียน แต่สามารถทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยง ชุมชน–ภาคธุรกิจ–ภาครัฐ–เทคโนโลยี–ตลาด และเครือข่ายต่างประเทศ เข้าด้วยกัน
จาก “โลก” กลับสู่ “บ้าน”อีกมิติหนึ่งที่น่าจับตามองคือประสบการณ์ด้านวิชาการระหว่างประเทศ ดร.บุญทรัพย์ เคยได้รับเชิญจาก Nanning University ประเทศจีน เพื่อแลกเปลี่ยนทางวิชาการและบรรยายในหัวข้อ “Logistics Connectivity” ครอบคลุมตั้งแต่พัฒนาการของโลจิสติกส์ ซัพพลายเชนดิจิทัล การพัฒนาอย่างยั่งยืน ไปจนถึงความร่วมมือด้านโลจิสติกส์ระหว่างจีน–อาเซียน
การทำงานดังกล่าวนำไปสู่การได้รับแต่งตั้งเป็น Special Expert ของ Guangxi Key Laboratory of International Join for China-ASEAN Comprehensive Transportation สะท้อนถึงเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะในมิติความเชื่อมโยงด้านการคมนาคมและโลจิสติกส์ระหว่างจีนกับอาเซียน
นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือทางวิชาการกับ Hochschule Merseburg ประเทศเยอรมนี ในการจัด International PhD Workshop ด้าน Operations and Supply Chain Management ซึ่งมีนักศึกษาระดับปริญญาเอกร่วมจากหลายประเทศ ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้เกิดมุมมองสำคัญว่า มหาวิทยาลัยที่มีพลัง ไม่จำเป็นต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุด แต่ต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่สามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ เครือข่าย และทรัพยากรจากภายนอกเข้ามาสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ได้
และนั่นทำให้คำว่า “กลับบ้าน” ในความหมายของ ดร.บุญทรัพย์ ไม่ใช่เพียงการกลับมาทำงานในมหาวิทยาลัยบ้านเกิด หากแต่เป็นการนำประสบการณ์จากเวทีโลกกลับมาสร้างระบบนิเวศทางปัญญาให้กับชุมชน
เปลี่ยน “มหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น” ให้เป็น “มหาวิทยาลัยของชุมชน” แนวคิดสำคัญที่ ดร.บุญทรัพย์ นำเสนอสำหรับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ คือการทำให้คำว่า “มหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่น” ซึ่งมักปรากฏอยู่ในระดับนโยบาย กลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของประชาชน
ฐานคิดสำคัญคือ “สำนึกราชภัฏ–เกียรติภูมิราชภัฏ” โดยมองว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏต้องเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่กับชุมชน รู้จักพื้นที่ เข้าใจปัญหา และนำองค์ความรู้ไปใช้แก้ปัญหาให้ประชาชน ในภาพดังกล่าว มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ควรพัฒนาไปสู่การเป็น Knowledge Center หรือศูนย์กลางองค์ความรู้ของจังหวัด ไม่ใช่เพียงสถานที่ที่นักศึกษาเข้ามาเรียนและสำเร็จการศึกษาออกไป แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ เกษตรกร ผู้ประกอบการ ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และคนรุ่นใหม่ สามารถเข้ามาเรียนรู้ ใช้เทคโนโลยี ทดลองนวัตกรรม และร่วมกันสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ไม่แข่งกับทุกคน แต่สร้าง “จุดแข็งของเพชรบูรณ์”
อีกแนวคิดที่น่าสนใจ คือการไม่พยายามผลักดันให้มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์แข่งขันกับมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ในทุกสาขา แต่ควรเลือกพัฒนาความเชี่ยวชาญที่สอดคล้องกับศักยภาพของจังหวัด. ทั้ง เกษตรบนพื้นที่สูง อุทยานประวัติศาสตร์ศรีเทพ ชาติพันธุ์ศึกษา และ Wellness สามารถต่อยอดเป็นหลักสูตร งานวิจัย และบริการวิชาการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของเพชรบูรณ์
ขณะเดียวกัน ยังมีแนวคิดในการสร้าง “Product Champion” ของเพชรบูรณ์ ด้วยการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเข้ามาเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร รวมถึงการผลักดันแนวคิด Carbon Agriculture หรือเกษตรคาร์บอนต่ำ
หากดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ มหาวิทยาลัยจะไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผลิตกำลังคนเข้าสู่ตลาดแรงงาน แต่สามารถเป็นพื้นที่ในการสร้าง ผู้ประกอบการ สินค้าใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และตลาดใหม่ ให้กับจังหวัด
“เรียนไป ทำงานไป” เชื่อมมหาวิทยาลัยกับโลกจริง
ด้านการพัฒนานักศึกษา แนวคิด Work while Learn หรือ “เรียนไป ทำงานไป” เป็นอีกหนึ่งกลไกที่ต้องการเชื่อมการเรียนกับการทำงานจริง
นักศึกษาไม่ควรรอจนกระทั่งเรียนจบจึงได้สัมผัสโลกการทำงาน แต่ควรมีโอกาสเรียนรู้จากสถานประกอบการ ชุมชน และโครงการจริงตั้งแต่ระหว่างการศึกษา
ขณะเดียวกัน เทคโนโลยี AI ควรถูกนำมาใช้ทั้งในการเรียนการสอน การวิจัย และการพัฒนาท้องถิ่น เพื่อสร้างกำลังคนที่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และตอบสนองต่อเศรษฐกิจยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง
“ประสบการณ์จากโลก” กับ “ปัญหาของบ้าน”
จุดที่น่าจับตามองที่สุดของแนวคิด ดร.บุญทรัพย์ อาจอยู่ที่การนำประสบการณ์จากโลกกลับมาเชื่อมกับโจทย์ของบ้านเกิด. เพราะงานด้านโลจิสติกส์ที่ทำมาตลอดไม่ได้มองเพียงเรื่องการขนส่ง แต่เชื่อมโยงไปถึง การค้าระหว่างประเทศ การท่องเที่ยว การเกษตร โครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพของพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง
หากองค์ความรู้และเครือข่ายเหล่านี้ถูกนำกลับมาเชื่อมโยงกับจังหวัดเพชรบูรณ์อย่างเป็นระบบ ย่อมมีโอกาสเปิดพื้นที่ใหม่ให้กับมหาวิทยาลัย ทั้งการทำวิจัยร่วมกับต่างประเทศ การเข้าถึงทุนวิจัย การพัฒนาบุคลากร ตลอดจนการนำเทคโนโลยีและตลาดจากต่างประเทศเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ประกอบการและชุมชนในพื้นที่ วัดความสำเร็จจาก “ชีวิตคน” ไม่ใช่เพียงจำนวนโครงการ
ท้ายที่สุด การเปลี่ยนมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ให้เป็น “มหาวิทยาลัยของชุมชน” คงไม่สามารถวัดผลจากจำนวนโครงการหรือจำนวนบันทึกความร่วมมือเพียงอย่างเดียว. แต่ควรวัดจากคำถามที่เรียบง่ายและตรงไปตรงมาว่า นักศึกษามีอนาคตที่ดีขึ้นหรือไม่?
คนในชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นหรือไม่?ผู้ประกอบการมีขีดความสามารถสูงขึ้นหรือไม่?เกษตรกรสามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตได้หรือไม่?และจังหวัดเพชรบูรณ์มีองค์ความรู้ของตนเองเพิ่มขึ้นหรือไม่?
หากคำตอบคือ “ใช่” มหาวิทยาลัยก็จะไม่ได้เป็นเพียงสถาบันการศึกษาประจำจังหวัด แต่จะกลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานทางปัญญา” ของเพชรบูรณ์
และนี่อาจเป็นความหมายที่แท้จริงของการกลับบ้านของนักวิชาการคนหนึ่ง
จากวิศวกรโยธา สู่ผู้บริหารมหาวิทยาลัย จากนักวิจัยสู่ผู้เชื่อมโยงเครือข่ายระดับโลก และจากเวทีนานาชาติกลับคืนสู่บ้านเกิด เพื่อเปลี่ยน “ความรู้” ให้เป็น “โอกาส” และเปลี่ยนมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นพลังของชุมชนอย่างแท้จริง
ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนผ่านของมหาวิทยาลัยไทย ภารกิจของ ดร.บุญทรัพย์ จึงไม่ใช่เพียงการเสนอตัวเข้ามาบริหารสถาบันการศึกษา หากแต่เป็นการเสนอคำตอบว่า “ราชภัฏในศตวรรษใหม่” จะกลับไปยืนอยู่ตรงไหนในชีวิตของผู้คน และจะทำอย่างไรให้มหาวิทยาลัยไม่ได้อยู่เพียงในชุมชน แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงชุมชนอย่างแท้จริง.

About The Author

Related posts

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *