กขป.7 โชว์ผลงานขับเคลื่อนสุขภาวะเขตสุขภาพที่ 7 มุ่งสร้างความยั่งยืนด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน


กขป. 7 นำโดย นพ.พิทยภูมิ สิริเพาประดิษฐ์ ประธาน กขป. 7 ร่วมจัดแสดงผลงานการขับเคลื่อนระบบสุขภาพแบบมีส่วนร่วมในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 7 ภายใต้แนวคิด “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้างสุขภาวะที่ดีของประชาชน” ได้รับเกียรติจากผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุขเยี่ยมชมบูธ พร้อมรับฟังผลงานและให้ข้อเสนอแนะ มุ่งต่อยอดการทำงานด้านสุขภาพให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ที่ โรงแรมเดอะ เฮอริเทจ แกรนด์ ขอนแก่น คณะกรรมการเขตสุขภาพเพื่อประชาชน เขตพื้นที่ 7 หรือ กขป. 7 ร่วมแสดงผลงานในงานประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุข ประจำปี 2569 นำเสนอผลการดำเนินงานด้านการขับเคลื่อนระบบสุขภาพแบบมีส่วนร่วมในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 7 ภายใต้แนวคิด “ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสร้างสุขภาวะที่ดีของประชาชน” สะท้อนพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการร่วมกันพัฒนาระบบสุขภาพและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน โดยมีนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดงาน และมีผู้บริหาร สธ. บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข นักวิชาการ นักวิจัย ผู้ทรงคุณวุฒิ และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมกว่า 4,000 คน
ในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ นพ.พิทยภูมิ สิริเพาประดิษฐ์ ประธาน กขป. 7 นำคณะกรรมการฯ ร่วมจัดแสดงบูธผลงาน พร้อมนำเสนอแนวทางและผลการดำเนินงานการขับเคลื่อนระบบสุขภาพแบบมีส่วนร่วมในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 7 ซึ่งให้ความสำคัญกับการเปิดพื้นที่ให้ภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งการร่วมคิด ร่วมวางแผน ร่วมดำเนินงาน และร่วมติดตามผล เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสุขภาพตอบโจทย์บริบทของประชาชนในพื้นที่

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์
โอกาสนี้ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข, นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และ นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้เกียรติเข้าเยี่ยมชมบูธ กขป. 7 รับฟังการนำเสนอผลงาน และให้ข้อเสนอแนะเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ ต่อเนื่อง และยั่งยืน
นพ.พิทยภูมิ สิริเพาประดิษฐ์ ประธาน กขป. 7 กล่าวว่า การนำเสนอผลงานในครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ผลการดำเนินงานของ กขป. 7 และแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับหน่วยงานและภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ ตลอดจนสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายและนวัตกรรมด้านสุขภาพให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ กขป. 7 ยังคงมุ่งสานพลังความร่วมมือจากภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อพัฒนาระบบสุขภาพในพื้นที่เขตสุขภาพที่ 7 โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง มุ่งสร้างสุขภาวะที่ดี ลดปัญหาสุขภาพ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป
ทางด้าน นพ.สุเทพ เพชรมาก เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)กล่าวว่า การประชุมวิชาการ สธ. ในครั้งนี้ นอกจากเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผลงานวิชาการ และนวัตกรรมด้านสุขภาพแล้ว ยังเป็นพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ ให้ร่วมกันมองโจทย์และออกแบบทางออกของระบบสุขภาพไทย ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ แนวทางสำคัญของการประชุมประกอบด้วย การแลกเปลี่ยนข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ การนำผลงานวิชาการและนวัตกรรมไปสู่การใช้จริง การสร้างเครือข่ายความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการพัฒนาบุคลากรควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัยและมีธรรมาภิบาล
นพ.สุเทพ เพชรมาก กล่าวอีกว่า “การพัฒนาระบบสุขภาพในปัจจุบันไม่สามารถดำเนินการโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งได้ แต่ต้องอาศัย “พลังร่วม” จากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ท้องถิ่น ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน และประชาชน โดยเฉพาะการนำความรู้และหลักฐานเชิงประจักษ์มาใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย และสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดปัญหา การออกแบบนโยบาย ไปจนถึงการนำไปปฏิบัติในพื้นที่”
“บทบาทของ สช. คือการทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางและกลไกเชื่อมโยงทุกภาคส่วน ให้เข้ามาร่วมกันพัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพบนพื้นฐานของปัญญาและการมีส่วนร่วม เพื่อให้ข้อเสนอจากระดับพื้นที่สามารถเชื่อมโยงไปสู่ระดับนโยบาย และในขณะเดียวกัน นโยบายระดับประเทศก็สามารถกลับไปตอบโจทย์ชีวิตและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ได้จริง”
เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวต่อว่า ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยในระยะต่อไป ทั้ง สังคมสูงวัย โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) โรคอุบัติใหม่ ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพ และข้อจำกัดด้านกำลังคน ล้วนเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายมิติ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการทำงานแบบแยกส่วน ไปสู่การทำงานแบบ “สานพลัง” และใช้ศักยภาพของแต่ละภาคส่วนมาเติมเต็มซึ่งกันและกัน
“หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการมีนโยบายที่ดี แต่ต้องทำให้นโยบายเดินทางไปถึงพื้นที่ และทำให้เสียงจากพื้นที่กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบนโยบายระดับประเทศ นี่คือการเชื่อม ‘ปัญญา–นโยบาย–การปฏิบัติ’ ที่ สช. ต้องการร่วมกับ สธ. และทุกภาคส่วนผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง”
การเข้าร่วมการประชุมวิชาการ สธ. ประจำปี 2569 จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสในการสานความร่วมมือระหว่าง สช. กับ สธ. รวมถึงภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรม เชื่อมโยงข้อมูลและประสบการณ์จากพื้นที่ และร่วมกันพัฒนานโยบายสุขภาพที่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง.


