พฤษภาคม 31, 2026

Breaking News

ภาคประชาชน ผนึกกับ พระคงฤทธิ์ วิปุโล ขับเคลื่อนพุทธธรรมสู่วิถีแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองวันวิสาขบูชา

ภาคประชาชน ผนึกกับ พระคงฤทธิ์ วิปุโล ขับเคลื่อนพุทธธรรมสู่วิถีแก้ปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองวันวิสาขบูชา

ภาคีเครือข่ายภาคประชาชน นักวิชาการ และพระสงฆ์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดเวทีเสวนาธรรมวันวิสาขบูชา ชูแนวคิด “แผ่นดินของไทยย่อมเป็นของไทย” เชื่อมหลักพุทธธรรมสู่การแก้ปัญหาประเทศ พร้อมสะท้อนปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินและที่ดินทำกินของเกษตรกร
เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ที่ ห้องประชุมเจิมขวัญ โรงแรมบายาสิตา มหาวิทยาลัยขอนแก่น เครือข่ายภาคประชาชน นักวิชาการ และพระสงฆ์อีสาน ได้ร่วมจัดเวทีเสวนาธรรมเนื่องในวันวิสาขบูชา ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา อันเป็นวันที่ระลึกถึงการประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยมุ่งหวังให้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศและสร้างความเป็นธรรมในสังคม
ภายในเวทีเสวนา ผู้ร่วมกิจกรรมได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ของประเทศในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การจัดการทรัพยากร การถือครองที่ดิน การลงทุนจากต่างประเทศ ตลอดจนบทบาทของประชาชนในการกำหนดอนาคตของประเทศ โดยเห็นพ้องว่าการพัฒนาประเทศควรดำเนินไปบนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน ควบคู่กับการรักษาผลประโยชน์ของชาติและความมั่นคงของประเทศ

พระคงฤทธิ์ วิปุโล
พระคงฤทธิ์ วิปุโล (วิทยากรและพระนักเคลื่อนไหวทางสังคม) จากส.ป่าสูญญ์แสรธรรม กล่าวว่า วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญของชาวพุทธ และการจัดเสวนาครั้งนี้มุ่งเน้นการนำหลักธรรมมาใช้เป็นแนวทางแก้ไข “ทุกข์ของประชาชน” โดยเฉพาะปัญหาความยากจน การขาดแคลนที่ดินทำกิน และความเหลื่อมล้ำทางสังคม ซึ่งล้วนเป็นทุกข์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของประชาชน
“ธรรมะไม่ใช่เพียงเรื่องของการปฏิบัติทางจิตใจ แต่ยังเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างความอดทน ความเข้มแข็ง และการต่อสู้ด้วยสันติวิธี เพื่อผลักดันให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยความร่วมมือระหว่างประชาชน ภาครัฐ และทุกภาคส่วนในสังคม” พระคงฤทธิ์ วิปุโล กล่าว

นางมะลิอร คงแก่นท้าว
ด้านนางมะลิอร คงแก่นท้าว อายุ 73 ปี อาชีพเกษตรกร ประธานวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านท่อน ชุมชนศรีวิไล ม.2 ต.โนนท่อน อ.เมือง จ.ขอนแก่น ได้สะท้อนปัญหาความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทย โดยระบุว่าปัญหาหลักในปัจจุบันคือภาระหนี้สินครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นจากผลกระทบของภัยธรรมชาติ ต้นทุนการผลิต และราคาผลผลิตทางการเกษตรที่ผันผวน ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากประสบปัญหาความยากลำบากในการดำรงชีวิต
นางมะลิอร เสนอให้ภาครัฐเร่งดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ส่งเสริมการเข้าถึงที่ดินทำกิน และจัดตั้งกองทุนสนับสนุนอาชีพสำหรับเกษตรกร เพื่อให้สามารถสร้างรายได้และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน พร้อมย้ำว่าแนวทางสำคัญของเครือข่ายฯ คือ “แก้หนี้ มีที่ดินทำกิน สุขภาพดี และมีการศึกษาที่ดี” ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในชนบท

อาจารย์ทินกร จันทร์มณี
ขณะที่อาจารย์ทินกร จันทร์มณี ผู้อำนวยการศูนย์บริการการศึกษาสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน กล่าวว่า สถาบันมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษาเพื่อพัฒนาชุมชน โดยเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงและการนำองค์ความรู้ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาของท้องถิ่น ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ CPC Model ซึ่งประกอบด้วย Content, Process และ Coaching เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรชุมชน
นอกจากนี้ สถาบันยังจัดหลักสูตรระยะสั้นด้านอาชีพ การพัฒนาที่ดิน การแปรรูปผลิตภัณฑ์ การตลาดออนไลน์ และการแพทย์แผนไทย เพื่อเสริมสร้างศักยภาพให้ประชาชนสามารถนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสานกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ อันจะนำไปสู่การพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน
สำหรับการจัดเวทีเสวนาธรรมครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหลายองค์กร อาทิ สมัชชาสงฆ์ไทยอีสาน สมัชชากลุ่มปฏิรูปที่ดินประชาชน สมัชชากรรมกรไทย สมัชชานักวิชาการปฏิวัติประชาธิปไตย สถาบันนักวิชาการกรรมกรไทย และสำนักป่าสูญญแสนธรรม จังหวัดขอนแก่น โดยมีเป้าหมายเพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ และส่งเสริมการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเป็นแนวทางในการพัฒนาสังคม ประเทศชาติ และคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน

นายวชิระ สุพลพรม

ขณะที่ นายวชิระ สุพลพรม (หมอดุ๊ก) ที่ปรึกษาสมัชชาองค์กรเกษตรกรภาคอีสาน ขบวนการเกษตรกรปฏิวัติ และที่ปรึกษาสมัชชาองค์กรเกษตรกรแห่งประเทศไทย (สอ.กท.) ได้กล่าวร่วมแสดงความยินดีและสนับสนุนการจัดตั้งภาคีเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนคนไร้ที่ทำกินภาคอีสาน โดยระบุว่า ปัจจุบันเกษตรกรและคนรุ่นใหม่ประสบปัญหาขาดแคลนที่ดินทำกินอย่างหนัก ซึ่งที่ดินถือเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญที่สุดและควรตกอยู่ในมือของคนไทยที่มีศักยภาพ การรวมตัวกันของเครือข่ายในครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ที่ผสานพลังระหว่างคนรุ่นใหม่และคนรุ่นเก่า เพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องหันมาศึกษาและให้ความสำคัญกับแนวทางนี้อย่างจริงจัง


นอกจากนี้ นายวชิระยังได้กล่าวชื่นชม “แม่มะลิอร” ในฐานะบุคคลต้นแบบผู้ต่อสู้เคียงคู่กับกลุ่มคนไร้ที่ดินทำกินมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่ยุคที่ดินทางรถไฟ จนกระทั่งสามารถเข้าถึงธนาคารที่ดินแห่งชาติ และร่วมจัดตั้งองค์กรวิสาหกิจชุมชนได้สำเร็จ ซึ่งนับเป็นโมเดลความสำเร็จให้แก่คนไร้ที่ดินทำกินในภาคอีสาน ทั้งนี้ การขับเคลื่อนดังกล่าวได้รับการบูรณาการร่วมกับหลากหลายองค์กร ทั้งในภาคการท่องเที่ยว เกษตรผสมผสาน และการน้อมนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความมั่นคงและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรอย่างยั่งยืน.

About The Author

Related posts

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *