สทนช. ผนึกกำลังคนลุ่มน้ำชี ใช้ SEA นำทางบริหารน้ำอย่างยั่งยืน






สทนช. เดินหน้าปรับปรุงแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำลุ่มน้ำชี เปิดเวทีระดมความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสียใน 5 จังหวัด รับฟังปัญหา ความต้องการ และข้อเสนอแนะจากพื้นที่ หวังนำข้อมูลจริงสู่การกำหนดวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และทางเลือกการพัฒนาที่เหมาะสม พร้อมใช้กระบวนการ SEA เป็นกรอบสำคัญ สร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุมเอ็มแกรนด์ โรงแรมเอ็มแกรนด์ อำเภอเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จัดการประชุมระดมความคิดเห็นต่อผลการดำเนินงานระยะการกำหนดขอบเขต ภายใต้โครงการศึกษาจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำชี ปรับปรุงช่วงที่ 1 (พ.ศ. 2566–2580) โดยมี นายนันทวิทย์ นาคแสง รองผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด เป็นประธานเปิดการประชุม ขณะที่ นายธรรมพงศ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 มอบหมายให้ นายณัฐวุฒิ พันธุ ผู้อำนวยการกลุ่มประสานงานลุ่มน้ำชี สทนช.ภาค 3 เข้าร่วมการประชุมการจัดเวทีครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการเปิดพื้นที่ให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ลุ่มน้ำชี ได้ร่วมสะท้อนความคิดเห็นต่อร่างวิสัยทัศน์ ประเด็นยุทธศาสตร์
วัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตัวชี้วัด รวมถึงร่างทางเลือกการพัฒนาเบื้องต้น เพื่อให้การจัดทำแผนแม่บทฯ สอดคล้องกับสภาพปัญหา ความต้องการ และบริบทของพื้นที่อย่างแท้จริง แนวทางการจัดทำแผนแม่บทฯ ใช้หลักการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำแบบองค์รวม หรือ IWRM (Integrated Water Resources Management) โดยพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน ทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ วิศวกรรม และการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมเชื่อมโยงกับแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี และแผนงานอื่นที่เกี่ยวข้อง
ขณะเดียวกันได้นำกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA (Strategic Environmental Assessment) มาใช้เป็นกรอบในการกำหนดทางเลือกการพัฒนาระดับลุ่มน้ำ เพื่อคัดเลือกแนวทางที่เหมาะสมและสามารถนำไปสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่ได้จริง
ทั้งนี้ ก่อนเข้าสู่เวทีครั้งล่าสุด สทนช. ได้จัดประชุมปฐมนิเทศไปแล้ว 2 เวที ได้แก่ วันที่ 17 มีนาคม 2569 ที่จังหวัดขอนแก่น และวันที่ 18 มีนาคม 2569 ที่จังหวัดยโสธร โดยนำข้อมูลสถานการณ์น้ำ ปัญหา ข้อกังวล และข้อเสนอแนะจากประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียมาประกอบการศึกษา วิเคราะห์ และจัดทำร่างแผนแม่บทฯ ในขั้นตอนการกำหนดขอบเขต
นายธรรมพงศ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 เปิดเผยว่า การประชุมกลุ่มย่อยครั้งที่ 1 มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดทำแผนแม่บทฯ เนื่องจากเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้เสียเข้ามามีส่วนร่วมตรวจสอบและให้ข้อคิดเห็นต่อทิศทางการพัฒนาลุ่มน้ำชี ตั้งแต่ร่างวิสัยทัศน์ ประเด็นยุทธศาสตร์ วัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนทางเลือกการพัฒนาเบื้องต้น เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสอดคล้องกับบริบท ความต้องการ และความท้าทายของแต่ละพื้นที่
สำหรับการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้กำหนดจัดทั้งหมด 5 เวที ใน 5 จังหวัด ได้แก่ หนองบัวลำภู ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด ยโสธร และขอนแก่น โดยแต่ละเวทีมีผู้เข้าร่วมไม่น้อยกว่า 50 คน ครอบคลุมผู้แทนหน่วยงานราชการ ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ผู้ได้รับประโยชน์และผู้ที่อาจได้รับผลกระทบจากการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ตลอดจนผู้นำชุมชนและผู้มีความรู้เกี่ยวกับสภาพปัญหาและการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติในพื้นที่
“สทนช. มุ่งหวังให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจร่วมกันถึงความก้าวหน้าของโครงการ และเห็นความเชื่อมโยงระหว่างกระบวนการกำหนดขอบเขตกับการจัดทำแผนแม่บทลุ่มน้ำด้วย SEA ขณะเดียวกัน ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากเวทีต่าง ๆ จะถูกนำไปใช้ปรับปรุงร่างวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ วัตถุประสงค์ ตัวชี้วัด ทางเลือกการพัฒนา และเกณฑ์การประเมินทางเลือก ให้มีความชัดเจนและครบถ้วน ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการพัฒนาทางเลือกและการประเมินทางเลือกต่อไป” นายธรรมพงศ์กล่าว
หลังจากนี้ สทนช. จะจัดเวทีประชุมกลุ่มย่อยเพื่อสื่อสารความก้าวหน้าและรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 5 เวที ก่อนนำข้อมูลทั้งหมดมาสรุปผลการศึกษาและจัดเวทีปัจฉิมนิเทศอีก 2 เวที เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคประชาสังคม เครือข่ายลุ่มน้ำ และประชาชน ร่วมกันพิจารณาทิศทางการพัฒนา ทางเลือก และมาตรการสำคัญของแผน
เป้าหมายสุดท้ายคือการจัดทำ “แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำลุ่มน้ำชี” ที่ไม่ได้เกิดจากการกำหนดโดยหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่เป็นแผนที่สะท้อนปัญหา ความต้องการ และเสียงของประชาชนในพื้นที่ เพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของร่วมกัน และนำไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของลุ่มน้ำชีที่มีความมั่นคง สมดุล และยั่งยืน สามารถรับมือกับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศและความท้าทายในอนาคตได้อย่างเป็นรูปธรรม.






