สิงหาคม 28, 2026

Breaking News

สทนช.ภาค 3 ผนึก กฟผ.-มข. รับมือวิกฤตน้ำลุ่มน้ำชี เร่งปรับแผนสู้ฝนแปรปรวน คาดน้ำเขื่อนเพิ่มแตะ 80% ช่วง ก.ย.-ต.ค.

สทนช.ภาค 3 ผนึก กฟผ.-มข. รับมือวิกฤตน้ำลุ่มน้ำชี เร่งปรับแผนสู้ฝนแปรปรวน คาดน้ำเขื่อนเพิ่มแตะ 80% ช่วง ก.ย.-ต.ค.

สทนช.ภาค 3 จับมือ กฟผ. และ มข. บูรณาการแผนรับมือน้ำท่วม-ภัยแล้งลุ่มน้ำชี หลังสภาพอากาศแปรปรวนหนัก ฝนตกไม่สม่ำเสมอ บางพื้นที่เจอฝนถล่มจนระบายไม่ทัน ขณะที่บางแห่งฝนทิ้งช่วง เร่งเพิ่มความยืดหยุ่นการบริหารจัดการน้ำ พร้อมปรับแผนระบายน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เน้นเก็บกักน้ำสำรองรับฤดูแล้ง คาดช่วง ก.ย.-ต.ค. ปริมาณน้ำในอ่างเพิ่มขึ้นแตะราว 80%
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ห้องประชุมบงกช เรือนพานคำ โรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น นายธรรมพงศ์ เนาวบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 3 (สทนช.ภาค 3) พร้อมด้วย นายธนภัทร ฉัตรสุวรรณ ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงไฟฟ้าพลังน้ำภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ รศ.ดร.กิตติเวช ขันติยวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์วิศวกรรมทรัพยากรน้ำและสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมประชุมบูรณาการแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง และป้องกันภาวะน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำชี เพื่อยกระดับการประสานงานระหว่างหน่วยงานและเตรียมความพร้อมรับมือความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อสถานการณ์น้ำรุนแรงและซับซ้อนมากขึ้น
นายธรรมพงศ์ กล่าวว่า สภาพภูมิอากาศในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ปริมาณฝนมีความแปรปรวนและกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ โดยบางพื้นที่อาจมีฝนตกหนักในช่วงเวลาสั้น ๆ จนเกิดน้ำหลากและระบายไม่ทัน ขณะที่พื้นที่ใกล้เคียงกลับมีฝนตกน้อยหรือฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้การบริหารจัดการน้ำมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยเฉพาะลุ่มน้ำชีที่ต้องเตรียมพร้อมรับมือทั้งปัญหาอุทกภัยในพื้นที่เมืองและชุมชน รวมถึงภัยแล้งที่อาจเกิดขึ้นหากฝนลดลงและปริมาณน้ำต้นทุนไม่เพียงพอ
สำหรับการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำลุ่มน้ำชี สทนช.ภาค 3 ได้นำกระบวนการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ หรือ SEA มาใช้ประกอบการประเมินและวิเคราะห์ข้อมูล โดยพิจารณาความสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในระยะยาวมีความยั่งยืนมากขึ้น ครอบคลุมพื้นที่ลุ่มน้ำชี 15 จังหวัด รวมประมาณ 49,269 ตารางกิโลเมตร ภายใต้กรอบแผนระยะยาว 20 ปี และจะมีการทบทวนทุก 5 ปี เพื่อให้สามารถปรับปรุงแผนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวจะช่วยให้การพัฒนาแหล่งน้ำ ระบบประปา การป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัย ตลอดจนการจัดสรรน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร มีการวางแผนอย่างเป็นระบบมากขึ้น โดยจะพิจารณาความต้องการของประชาชนในแต่ละพื้นที่ควบคู่กับข้อจำกัดด้านพื้นที่และแหล่งกักเก็บน้ำ พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนและทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้แผนแม่บทสามารถตอบโจทย์พื้นที่และนำไปสู่การพัฒนาที่สมดุล
นายธรรมพงศ์ กล่าวอีกว่า สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำหลักขณะนี้มีปริมาณประมาณร้อยละ 30 ถือว่าอยู่ในกรอบกติกาการบริหารจัดการน้ำ ขณะที่คาดการณ์ว่าในช่วงเดือนกันยายนถึงตุลาคมจะมีปริมาณฝนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำจะอยู่ที่ประมาณร้อยละ 80 จึงได้มีการปรับแผนการบริหารจัดการน้ำ ด้วยการลดการระบายและเพิ่มการเก็บกักน้ำ เพื่อสำรองน้ำให้เพียงพอต่อการใช้งานในช่วงฤดูแล้ง
ด้าน กฟผ. เปิดเผยสถานการณ์น้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ณ วันที่ 20 สิงหาคม 2569 พบว่า มีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ 821 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นประมาณร้อยละ 33.79 ของความจุอ่าง และเป็นปริมาณน้ำที่สามารถนำมาใช้งานได้ประมาณ 240 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยมีปริมาณน้ำมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 201 ล้านลูกบาศก์เมตร สะท้อนถึงสถานการณ์น้ำต้นทุนที่ยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้ แต่จำเป็นต้องวางแผนอย่างรอบคอบเพื่อรองรับความผันผวนของสภาพอากาศในระยะต่อไป
นายธรรมพงศ์ กล่าวถึงการเตรียมรับมือภัยแล้งว่า หากปริมาณฝนลดลงและปริมาณน้ำในเขื่อนลดลง ความรุนแรงของภัยแล้งก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ดังนั้น จำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำในทุกพื้นที่ ควบคู่กับการบริหารจัดการตามกติกา เพื่อให้มีน้ำต้นทุนเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคและภาคการเกษตร ขณะเดียวกันการรับมืออุทกภัยจะต้องให้ความสำคัญกับระบบแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าและการเตรียมเครื่องจักรเครื่องมือให้พร้อม โดยเฉพาะพื้นที่จุดอ่อนไหว
สำหรับพื้นที่เสี่ยง สทนช.ภาค 3 และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าประมาณ 12 ชั่วโมง เพื่อให้ประชาชนและหน่วยงานในพื้นที่มีเวลาเตรียมรับมือและลดผลกระทบจากสถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะจังหวัดนครพนมและสกลนคร ซึ่งมีการเตรียมเครื่องจักรและอุปกรณ์ให้พร้อมรองรับสถานการณ์อย่างเต็มที่
การประชุมครั้งนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านทรัพยากรน้ำ นักวิชาการ และหน่วยงานผู้ดูแลเขื่อน เพื่อเปลี่ยนจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปสู่การบริหารจัดการน้ำเชิงรุก มุ่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประชาชนในลุ่มน้ำชีทั้งในภาวะน้ำมากและน้ำน้อย ท่ามกลางความท้าทายจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง.

About The Author

Related posts

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *