“ปธ.สหกรณ์ครูขอนแก่น จำกัด” แจง 4 เรื่องสำคัญ ย้ำโอนเงินพัฒนาคุณภาพชีวิต 2,000 บาทภายใน 31 ต.ค. พร้อมเปิดข้อเท็จจริงปมที่ดินศาลเจ้าพ่อหลักเมือง


ประธานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด สื่อสารตรงถึงสมาชิก แจงความคืบหน้า 4 ประเด็นสำคัญ ทั้งเงินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตรายหัว 2,000 บาท เตรียมโอนเข้าบัญชีสมาชิกโดยตรงภายใน 31 ตุลาคม 2569 ทุนการศึกษาบุตรสมาชิกทุนละ 1,500 บาท จ่ายภายใน 15 ธันวาคม ขณะที่ดอกเบี้ยกองทุนสวัสดิการเดิม กส.1-16 และ กสช.1-3 เตรียมจ่ายช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ พร้อมชี้แจงปมที่ดินบริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมืองขอนแก่น ยืนยันผลตรวจสอบไม่พบหลักฐานว่าเป็นทรัพย์สินของสหกรณ์ เตรียมนำผลตรวจสอบทุกขั้นตอนเสนอต่อที่ประชุมใหญ่วิสามัญเดือนพฤศจิกายนนี้
เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 ดร.อนุศาสตร์ สอนศิลป์พงษ์ ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด เปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวและประเด็นที่สมาชิกสอบถามเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ชี้แจง 4 เรื่องสำคัญ เพื่อให้สมาชิกได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจนและเป็นข้อเท็จจริง
ดร.อนุศาสตร์ กล่าวว่า เรื่องแรกคือ เงินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิก ซึ่งปีนี้ที่ประชุมใหญ่มีมติอนุมัติจ่ายเงินให้สมาชิกเพิ่มขึ้นเป็นรายละ 2,000 บาท จากปีที่ผ่านมา 1,500 บาท โดยสหกรณ์จะดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีของสมาชิกโดยตรง ภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2569 และไม่มีการมอบอำนาจในการรับเงินแต่อย่างใด
“ปีนี้ที่ประชุมใหญ่อนุมัติเพิ่มเติมเป็นท่านละ 2,000 บาท จากปีที่แล้วท่านละ 1,500 บาท และจะโอนเข้าบัญชีโดยตรง ไม่มีการมอบอำนาจครับ” ดร.อนุศาสตร์ กล่าว
ส่วนเรื่องที่ 2 คือ ทุนการศึกษาบุตรสมาชิก สหกรณ์ยังคงดำเนินการเช่นเดิม โดยจะออกประกาศแจ้งหลักเกณฑ์และรายละเอียดให้สมาชิกที่มีบุตรตามคุณสมบัติที่กำหนดยื่นคำขอรับทุนการศึกษา ซึ่งกำหนดทุนละ 1,500 บาท และวางแผนจ่ายเงินทุนการศึกษาให้แก่สมาชิก ภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2569
สำหรับเรื่องที่ 3 คือ ดอกเบี้ยกองทุนสวัสดิการเดิม กส.1-16 และ กสช.1-3 ซึ่งที่ประชุมใหญ่มีมติให้ดำเนินการจ่ายดอกเบี้ยให้แก่สมาชิกนั้น
ดร.อนุศาสตร์ ระบุว่า สหกรณ์จะดำเนินการจ่ายภายในช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ในเดือนธันวาคม 2569 โดยขอให้สมาชิกติดตามกำหนดการจากสหกรณ์ ขณะที่หลังจากการจ่ายดอกเบี้ยกองทุนสวัสดิการแล้ว ในเดือนมกราคม 2570 สมาชิกก็จะเข้าสู่ช่วงรับเงินปันผลตามขั้นตอนของสหกรณ์
ส่วนเรื่องประเด็นสำคัญเรื่องที่ 4 เป็นกรณีที่ชมรมพิทักษ์รักสหกรณ์ได้ทำหนังสือถึงสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น รวมถึงนายทะเบียนสหกรณ์ สหกรณ์จังหวัด นายทะเบียน อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอให้เร่งรัดติดตามกรณีที่ดินบริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมืองขอนแก่น โดยหนังสือของชมรมมีการกล่าวอ้างถึงกรณีบุคคลที่ระบุชื่อว่า “นายเอกราช” และการดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว
ดร.อนุศาสตร์ กล่าวว่า สหกรณ์ไม่ได้เพิกเฉยต่อข้อร้องเรียนดังกล่าว และได้ตั้ง คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมทั้งอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมขอให้ผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์เข้าตรวจสอบเรื่องนี้เพิ่มเติม เพื่อให้ข้อเท็จจริงมีความชัดเจนและสามารถชี้แจงต่อสมาชิกได้
จากผลการตรวจสอบของอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและผู้ตรวจสอบกิจการสหกรณ์ ได้ข้อสรุปตามที่สหกรณ์ชี้แจงว่า ไม่พบหลักฐานยืนยันว่าที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นทรัพย์สินของสหกรณ์ โดยไม่พบแผนงานหรือประมาณการงบประมาณที่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่เพื่อจัดซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าว และไม่พบมติคณะกรรมการสหกรณ์ที่อนุมัติให้จัดซื้อที่ดินดังกล่าว
ส่วนกรณีตัวเลข 396 ล้านบาท ที่มีการกล่าวอ้างในหนังสือของชมรมนั้น ดร.อนุศาสตร์ ชี้แจงว่า จากการตรวจสอบพบว่าเป็นยอดเงินเดียวกับกรณีที่สหกรณ์ดำเนินคดีเกี่ยวกับการลักยอกทรัพย์ ปลอมแปลงเอกสาร และฟอกเงิน ซึ่งมีวงเงินกว่า 400 ล้านบาท ไม่ใช่ยอดเงินหรือความเสียหายรายการใหม่ตามที่มีการกล่าวอ้าง
“ยอดเงิน 396 ล้านบาทที่กล่าวอ้างในหนังสือของชมรม เป็นเงินยอดเดียวกันกับที่สหกรณ์ฟ้องกรณีลักยอกทรัพย์ ปลอมเอกสาร และฟอกเงิน วงเงิน 400 กว่าล้านบาท เป็นยอดเดียวกัน ไม่ใช่ยอดใหม่” ดร.อนุศาสตร์ กล่าว
ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น กล่าวต่อว่า เพื่อให้สมาชิกซึ่งเป็นเจ้าของสหกรณ์ได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน สหกรณ์จะนำรายละเอียดทั้งหมดจากผลการตรวจสอบของอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและผู้ตรวจสอบกิจการ เสนอต่อที่ประชุมใหญ่วิสามัญในเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยจะเปิดเผยรายละเอียดของกระบวนการตรวจสอบอย่างครบถ้วน เพื่อให้สมาชิกสามารถรับทราบและพิจารณาข้อเท็จจริงร่วมกัน
“ทุกขั้นตอน ทุกบรรทัด จะนำเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ได้เห็น เพราะสมาชิกคือเจ้าของสหกรณ์ เราจึงต้องนำข้อมูลข้อเท็จจริงมาเรียนให้พี่น้องสมาชิกได้รับทราบ” ดร.อนุศาสตร์ กล่าว
ดร.อนุศาสตร์ ยังฝากถึงทุกฝ่ายว่า การนำเสนอข้อมูลต่อสาธารณะ โดยเฉพาะผ่านสื่อมวลชน ควรยึดข้อเท็จจริงที่ผ่านการตรวจสอบอย่างรอบด้าน เนื่องจากข้อมูลที่คลาดเคลื่อนอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของสหกรณ์ รวมถึงพันธมิตรทางการเงินที่สหกรณ์มีภาระต้องชำระหนี้ พร้อมย้ำว่าสหกรณ์จะเดินหน้าตรวจสอบและชี้แจงข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา เพื่อรักษาผลประโยชน์ของสมาชิกซึ่งเป็นเจ้าของสหกรณ์ต่อไป.
